
ไทยฝันค้างฮับลงทุน
การเมืองยืดเยื้อทุนนอกย้ายฐานผลิตฟันธงยานยนต์ท่องเที่ยวอาหารเผ่นแน่
การเมืองยืดเยื้อทุนนอกย้ายฐานผลิตฟันธงยานยนต์ท่องเที่ยวอาหารเผ่นแน่
ศูนย์อาเซียน มธ. ฟันธง การเมืองฉุดไทยเสี่ยงเสียฮับยานยนต์ท่องเที่ยวอาหาร หวั่นนักลงทุนย้ายฐานซี.พี.เสริมไทยไร้รัฐทำอุตฯอาหารสะดุด
นายประภัสสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า หากปัญหาการเมืองยังคงยืดเยื้อ เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ที่ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาห กรรมท่องเที่ยว เนื่องจากต่างชาติสูญเสียความเชื่อมั่นในการขยายการลงทุน
“อุตสาหกรรมเหล่านี้เราเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอยู่แล้ว แม้จะยังไม่เปิดประชาคมอาเซียน แต่การรักษาสถานะศูนย์กลางเอาไว้กำลังกลายเป็นเรื่องยากเพราะปัญหาการเมือง ท้ายที่สุดถ้าการเมืองเรายังไม่มีเสถียรภาพเราอาจเสียตำแหน่งการเป็นศูนย์กลางให้ประเทศอื่น” นายประภัสสร์ กล่าว
ปัจจุบันผู้ประกอบการต่างชาติที่มีฐานการผลิตในไทยชะลอการลงทุนใหม่ในไทย แล้วหันไปพิจารณาการลงทุนในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามแทน ถือเป็นความเสียหายอย่างมากของภาคอุตสาหกรรม
สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์เคยถือเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่งของไทย เพราะเป็นฐานการผลิตและส่งออกที่สำคัญของภูมิภาค โดยปี 2556 ที่ผ่านมาผลิตรถยนต์ 2.5 ล้านคัน คิดเป็นอันดับ 9 ของโลก หากไม่มีปัญหาการเมืองและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อาจขึ้นเป็นฐานผลิต 5 อันดับแรกของโลก
ด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ไทยถือเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญเช่นเดียวกับมาเลเซียและสิงคโปร์ มีจำนวนนักท่องเที่ยวแต่ละปีติด 20 อันดับแรกของโลก หากไม่มีปัญหาการเมืองตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ปีนี้ไทยอาจมียอดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 30 ล้านคน แต่สถานการณ์ปัจจุบันเชื่อว่าไม่น่าเป็นไปได้
นายประภัสสร์ กล่าวอีกว่า หากมองจากศักยภาพพื้นฐานของประเทศ ไทยจัดเป็นประเทศที่มีศักยภาพเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ การบริการสุขภาพ โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ อาหาร ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ จึงต้องการให้ปัญหาการเมืองไทยจบลงโดยเร็ว เพื่อรักษาสถานภาพการเป็นศูนย์กลางในอุตสาหกรรมที่เป็นศูนย์กลางอยู่แล้ว และพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอื่นๆ ต่อไป
นายสารสิน วีระผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวว่า ปัญหาการเมืองที่ยังคงยืดเยื้ออยู่ในขณะนี้ส่งผลต่อการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารของภูมิภาค เนื่องจากประเทศขาดนโยบายต่อเนื่องในการดูแลภาคเกษตรกรรม
““อุตสาหกรรมอาหารของเราส่วนใหญ่เป็นภาคการผลิต ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรม การไม่มีนโยบายภาครัฐเข้ามาสนับสนุนและกำกับดูแลจะส่งผลกระทบต่อคนตั้งแต่กลุ่มชาวนาไปจนถึงผู้ประกอบการ” นายสารสิน กล่าว
“หากการเมืองไทยกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้นแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องให้ความสำคัญกับ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ทุน 2.เทคโนโลยี และ 3.ตลาด โดยอาจต้องสนับสนุนการวิจัยพันธุ์ข้าว สนับสนุนเงินทุนแก่ชาวนาในการซื้อปัจจัยการเพาะปลูก โดยเฉพาะเครื่องจักร เพื่อให้พร้อมแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านต่อไป” นายสารสิน กล่าว







