
วิกฤตยูเครนกับผลกระทบกับรัสเซีย
สถานการณ์ในยูเครนยังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง กลุ่มผู้สนับสนุนรัสเซียในยูเครนได้ออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น จนส่งผลให้มีการตอบโต้ที่รุนแรงจากรัฐบาล ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลให้ทางสหรัฐและยุโรปต่างเตรียมพร้อมที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียในวงกว้างมากขึ้น คำถามคือรัสเซียจะเป็นอย่างไร
สถานการณ์ในยูเครนยังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง กลุ่มผู้สนับสนุนรัสเซียในยูเครนได้ออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น จนส่งผลให้มีการตอบโต้ที่รุนแรงจากรัฐบาล ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลให้ทางสหรัฐและยุโรปต่างเตรียมพร้อมที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียในวงกว้างมากขึ้น คำถามคือรัสเซียจะเป็นอย่างไร
เราเชื่อว่าผลกระทบทางตรงจากยูเครนต่อรัสเซียอยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้ เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจของยูเครนมีสัดส่วนไม่ถึง 10% ของรัสเซีย อย่างไรก็ตาม รัสเซียน่าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกมากกว่า แต่เรายังมองว่าผลกระทบน่าจะเกิดในช่วงสั้นและมีผลจำกัด ทั้งนี้ เนื่องจากยุโรปมีการพึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียค่อนข้างมาก ดังนั้นมาตรการคว่ำบาตรจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรปด้วยเช่นกัน เราจึงคาดว่าทางยุโรปไม่น่าจะออกมาตรการที่จะส่งผลเสียต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจของตนเอง
แต่จากความรุนแรงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ S&P ปรับลดอันดับเครดิตของรัสเซียลงสู่ระดับ “BBB” จากเดิมที่ “BBB” และคงมุมมองเชิงลบ ซึ่งหมายถึงถ้าเศรษฐกิจรัสเซียอ่อนแอลงอาจมีความเสี่ยงในการปรับลดอันดับเครดิตลงอีก สาเหตุหลักในการปรับลดมาจากความวุ่นวายทางการเมืองเป็นหลัก ด้วยเหตุผลที่ว่าความกังวลต่อสถานการณ์ได้ส่งผลให้มีกระแสเงินทุนไหลออกค่อนข้างมาก ซึ่งมีผลทำให้ค่าเงินรูเบิลของรัสเซียอ่อนค่าลงมาก
แต่ถ้าพิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจโดยทั่วไป รัสเซียยังมีความแข็งแกร่งทางปัจจัยพื้นฐานอยู่หลายด้าน ค่าเงินที่อ่อนลงจะทำให้รายได้จากการขายน้ำมันเมื่อแปลงเป็นสกุลเงินในประเทศแล้วเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่หนี้สาธารณะที่อยู่ระดับต่ำแค่ประมาณ 13.41% ของ GDP และการขาดดุลทางการคลังเพียงเล็กน้อย ไม่ถึง 1% ของ GDP ในปี 2556 จะส่งผลให้ฐานะการคลังยังคงแข็งแกร่ง นอกจากนี้ รัสเซียยังมี Oil Funds อยู่ถึงประมาณ 8.3% ของ GDP ซึ่งยังพอนำมาใช้ได้หากเศรษฐกิจซบเซาลง และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึงประมาณ 4.87 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงเป็นอันดับ 5 ของโลกและเพียงพอต่อการนำเข้าถึงประมาณ 12 เดือน ถือว่ามากเพียงพอที่จะแทรกแซงและป้องกันความผันผวนของค่าเงินที่อาจเกิดขึ้นจากกระแสเงินทุนไหลออกได้
และถ้าพิจารณาอันดับเครดิต จาก Fitch และ Moody’s ที่ยังคงอยู่ที่ “BBB” และ “Baa1” ตามลำดับ เรามองว่า ถึงแม้ความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศจะมากขึ้น แต่เรามองว่าจากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง และความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ค่อนข้างต่ำ โอกาสที่จะถูกลดอันดับไปถึงขั้น NonInvest mentGrade ภายในอนาคตอันใกล้นั้นยังไม่สูงนักค่ะ







