
ใจฝ่อยอดลงทุนวูบ
บีโอไอคาดการเมืองยื้อฉุดเหลือ7แสนล.อุตฯเร่งแก้ปมกระตุ้นตั้งโรงงานครึ่งปีหลังการเมืองฉุดยอดขอลงทุนโรงงานใหม่ปี 57 คาดมีจำนวน 3,500-3,600 โรงงาน จับตา 12 สัปดาห์หวั่นรุนแรง พร้อมแก้ประกาศกระทรวงใหม่ช่วยเอสเอ็มอี ขอจัดตั้งโรงงานได้ใน 30 วัน หนุนลงทุนเพิ่ม
บีโอไอคาดการเมืองยื้อฉุดเหลือ7แสนล.อุตฯเร่งแก้ปมกระตุ้นตั้งโรงงานครึ่งปีหลังการเมืองฉุดยอดขอลงทุนโรงงานใหม่ปี 57 คาดมีจำนวน 3,500-3,600 โรงงาน จับตา 12 สัปดาห์หวั่นรุนแรง พร้อมแก้ประกาศกระทรวงใหม่ช่วยเอสเอ็มอี ขอจัดตั้งโรงงานได้ใน 30 วัน หนุนลงทุนเพิ่ม
บีโอไอทำใจการเมืองยื้อ ฉุดยอดลงทุนเหลือ 7 แสนล้านบาท อุตฯ แก้ประกาศหนุนตั้งโรงงานใน 30 วัน หวังการเมืองนิ่ง กู้ยอดครึ่งปีหลัง
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ยอดการขอส่งเสริมการลงทุนในปี 2557 นี้ อาจจะอยู่ที่ประมาณ 7 แสนล้านบาท หากสถานการณ์การเมืองในประเทศยืดเยื้อต่อไป แต่หากการเมืองในครึ่งปีหลังคลี่คลายใน 6 เดือน ยอดการส่งเสริมลงทุนในปีนี้อาจจะปรับตัวสูงถึงระดับ 9 แสนล้านบาท
และยังไม่มีความชัดเจน โดยมีอุตสาหกรรมหลักที่ขอส่งเสริมลงทุนได้แก่ อุตสาหกรรมรถยนต์ บริการ และสาธารณูปโภค แต่ทั้งนี้ หากการเมืองในครึ่งปีหลังคลี่คลายภายใน 6 เดือน ยอดการส่งเสริมลงทุนในปีนี้อาจจะปรับตัวสูงถึงระดับ 900,000 ล้านบาท
ด้าน นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า ต้องติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิดในช่วง 12 สัปดาห์นี้ หากไม่มีความรุนแรงและมีทางออก โอกาสที่ยอดการขอจัดตั้งโรงงานใหม่และขยายโรงงานในครึ่งปีหลังจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากช่วง 4 เดือนแรก ยอดขอตั้งโรงงานใหม่ลดลง 10-20% อยู่ที่ 3,500-3,600 แห่ง
ในปีนี้ยอดการขอจัดตั้งโรงงานใหม่และขยายกิจการโรงงาน อาจจะอยู่ที่ระดับ 3,500-3,600 แห่ง ลดลง 1020% จากปีก่อนที่มีจำนวน 4,000 แห่ง เพราะสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่ยุติลง กระทบต่อความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจในประเทศ และต้องติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิดในช่วง 12 สัปดาห์นับจากนี้ไปจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นหรือไม่
สำหรับในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ที่ยอดขอจัดตั้งโรงงานใหม่และขยายโรงงานลดลง 10% เป็นผลมาจากการเมืองในประเทศ ทำให้ความมั่นใจของนักลงทุนปรับตัวลดลง และกระทบต่อกำลังซื้อในประเทศที่หดตัวลงด้วย ทำให้ยอดขายสินค้าฟุ่มเฟือยลดลงเช่นเดียวกัน
ขณะกลุ่มที่น่าเป็นห่วง คือ เอสเอ็มอี ที่ส่วนใหญ่ชะลอการลงทุนและการจัดตั้งโรงงานใหม่ ซึ่งเห็นได้จาก การขอจัดตั้งโรงงานใหม่และขยายโรงงาน ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่และมีมูลค่าสูง
ทั้งนี้ กรมมีแผนปรับแก้ไขประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมใหม่ ให้ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ขอจัดตั้งโรงงานใหม่จะได้รับใบอนุญาตภายใน 30 วัน จากเดิมต้องใช้เวลา 90 วัน คาดว่าจะสามารถดำเนินการแก้ไขกฎกระทรวงได้ในครึ่งปีหลัง เพื่อส่งเสริมการลงทุนของเอสเอ็มอี โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีขนาดเล็ก ที่ต้องการลงทุนในพื้นที่ชุมชนและผลิตสินค้าที่ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม เช่น ขนมและงานหัตถกรรมต่างๆ เป็นต้น
นายณัฐพล กล่าวถึง กรณี การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป ที่ไม่ต้อง ยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน หรือ รง.4 จากกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น จะต้องเป็นการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ที่อยู่ในพื้นที่ชุมชน และมีขนาดไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ จึงไม่ถือเป็นโรงงาน โดยเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หลังจากนี้ จะเสนอต่อ รมว.อุตสาหกรรม และเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติต่อไป
บีโอไอ รับการเมืองยืดเยื้อ ฉุดยอดลงทุนปีนี้เหลือ 7 แสนล้านบาท
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ยอดการขอส่งเสริมการลงทุนในปี 2557 นี้ อาจจะอยู่ที่ประมาณ 700,000 ล้านบาท หากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศมีความยืดเยื้อ และยังไม่มีความชัดเจน โดยมีอุตสาหกรรมหลักที่ขอส่งเสริมลงทุนได้แก่ อุตสาหกรรมรถยนต์ บริการ และสาธารณูปโภค แต่ทั้งนี้ หากการเมืองในครึ่งปีหลังคลี่คลายภายใน 6 เดือน ยอดการส่งเสริมลงทุนในปีนี้อาจจะปรับตัวสูงถึงระดับ 900,000 ล้านบาท
สำหรับยอดการขอส่งเสริมการลงทุนในช่วง 3 เดือนแรกของปี ที่มีโครงการขอรับส่งเสริมลงทุนจำนวน 254 โครงการ มีมูลค่าการลงทุนมากกว่า 2 แสนล้านบาทนั้น หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจะพบว่า จำนวนโครงการลดลง 50% แต่เม็ดเงินลดลง 13% เท่านั้น แสดงว่าเป็นการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ขึ้น และใช้เงินลงทุนในแต่ละโครงการมีมูลค่าเพิ่มขึ้น
ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศ ขอส่งเสริมการลงทุนในช่วง 3 เดือนแรกที่ผ่านมา 1.95 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 30% เพราะนักลงทุนต่างประเทศ ยังมีความมั่นใจกับการลงทุนในประเทศไทย และไม่ได้ดูสถานการณ์ในประเทศอย่างเดียว จะพิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนของแต่ละประเทศ และกฎ ระเบียบ มีความเอื้ออำนวยมากเพียงใดประกอบการตัดสินใจด้วย
ทั้งนี้นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุดคือ นักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยสูง โดยนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นในปัจจุบันคือ ไทยแลนด์พลัสวัน ที่จะใช้ไทยเป็นฐานผลิตหลัก ส่วนประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทั้งลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่า จะใช้เป็นฐานผลิตสินค้าบางกลุ่ม ก่อนส่งเข้ามาผลิตในไทยเพื่อประกอบและส่งออกสินค้าไปในประเทศอื่นต่อไป
ทางด้านกรณีการที่นักลงทุนญี่ปุ่น ไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซียมากขึ้นนั้น เพราะเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่กว่าไทย 45 เท่า เศรษฐกิจกำลังขยายตัว และสถานการณ์ในประเทศนิ่ง แต่นักลงทุนญี่ปุ่นก็ยังเลือกที่จะลงทุนในไทยและอินโดนีเซียควบคู่กันต่อไป โดยพบว่า ยังไม่มีนักลงทุนต่างชาติขอถอนการลงทุนจากไทยไปประเทศอื่น แต่มีบางส่วนขอทบทวนแผนการลงทุนในด้านต่างๆ เท่านั้น
นายอุดุม กล่าวถึง การที่รัฐบาลได้จัดตั้ง คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ด) ชุดใหม่แล้ว นั้น ส่งผลดีให้สามารถผลักดันโครงการ ที่ขอรับการส่งเสริมมูลค่า 750,000 ล้านบาท โดยเป็นโครงการที่รอรับการส่งเสริมเป็นเวลานานถึง 6 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.2556
นอกจากนี้ยังพบว่า การขอส่งเสริมลงทุนในอุตสาหกรรม ที่กำลังขยายตัวได้ดีคือ เกษตรแปรรูป ติดอันดับ 4 ที่มีการขอส่งเสริมลงทุนมากสุด เพราะไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญมาก รวมทั้งอุตสาหกรรมสาธารณูปโภค ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโรงงานไฟฟ้า
สุวัจน์ ชี้ประเทศไทยไม่เกิดเหตุรุนแรง กำลังเดินหน้าสู่เลือกตั้ง 20 ก.ค. ได้รัฐบาลใหม่ เข้ามากอบกู้เศรษฐกิจ ต้องเร่งผลักดัน 3 เรื่อง ส่งออก ลงทุน และช่วยเอสเอ็มอี
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงาน กระทรวงอุตสาหกรรมเปิดตัว ดัชนีเศรษฐกิจอุตสาหกรรมว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าไปสู่โรดแมปของการเลือกตั้ง ที่จะมีขึ้นในวันที่ 20 ก.ค.นี้ จึงเชื่อว่าสถานการณ์ของประเทศนับจากนี้ไปจะไม่มีความน่ากังวล และประเทศไทยกำลังเข้าสู่สถานการณ์ที่ดีขึ้น ส่วนการตัดสินคดีทางการเมืองของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ก็เป็นการดำเนินการตามกฎหมาย
ขณะเดียวกันภายหลังที่มีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศแล้ว สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือ การกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวได้ดีอีกครั้ง โดยต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้ง มาตรการส่งเสริมการส่งออก มาตรการส่งเสริมการลงทุน และมาตรการกระตุ้นภาคธุรกิจเอสเอ็มอี รวมตั้งต้องมีมาตรการเชิงรุกและเชิงรับ เพื่อทำแผนรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558
ทั้งนี้ภาคธุรกิจที่มีความน่าเป็นห่วงมากสุดในขณะนี้คือ ภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในประเทศ ทำให้เกิดปัญหาทั้งการขาดสภาพคล่องและกำลังการผลิตที่ลดลง ประกอบกับเอสเอ็มอีมีความแข็งแกร่งทางธุรกิจไม่มากนัก เมื่อเทียบกับธุรกิจรายใหญ่ของประเทศ ดังนั้น รัฐบาลชุดใหม่ จึงควรมีมาตรการออกมาแพ็คเกจใหญ่เพื่อส่งเสริมภาคธุรกิจเอสเอ็มอี
นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดทำดัชนีเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (Industrial Economic Indicator) หรือ IEI เพื่อสะท้อนภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในระดับประเทศ โดยนำข้อมูลของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมารวมไว้ทั้งหมด เพื่อให้หน่วยงานรัฐ ภาคธุรกิจ นักลงทุน ในประเทศและต่างประเทศ เห็นภาพการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมได้ชัดเจน รวมทั้งใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนได้ โดยจะแถลงตัวเลขทุกเดือน เริ่มครั้งแรกในวันที่ 28 พ.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม ดัชนีเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จะมีการแถลงตัวเลขในทุกเดือน โดยเริ่มแถลงครั้งแรกในวันที่ 28 พ.ค. นี้ ซึ่งเป็นการสำรวจข้อมูลของเดือน เม.ย. ทั้งนี้ ข้อมูลของหน่วยงานในสังกัดที่นำมารวมได้แก่ สำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย







