
ทีเอ็นทีปรับตัวฝ่าวิกฤตธุรกิจส่งติดหล่มการเมือง
การขนส่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ประเมินว่า 17 ปีข้างหน้า ปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศทั่วโลกจะมี 5.58 แสนตัน เอเชียจะเป็นผู้นำขนส่งสินค้าทางอากาศของโลก เมื่อมองถึงการขนส่งทางบกในไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ปีนี้มีมูลค่า 2.57-2.63 แสนคน เพิ่มขึ้น 5.1-7.5% ของปีก่อน สะท้อนว่า ธุรกิจขนส่งมีความสำคัญอย่างมาก แต่ในภาวะที่การเมืองไทยที่ไม่มีเสถียรภาพ เศรษฐกิจได้รับผลกระทบ ธุรกิจชะลอตัว ก็ทำให้ธุรกิจขนส่งได้รับผลกระทบตามไปด้วย
การขนส่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ประเมินว่า 17 ปีข้างหน้า ปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศทั่วโลกจะมี 5.58 แสนตัน เอเชียจะเป็นผู้นำขนส่งสินค้าทางอากาศของโลก เมื่อมองถึงการขนส่งทางบกในไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ปีนี้มีมูลค่า 2.57-2.63 แสนคน เพิ่มขึ้น 5.1-7.5% ของปีก่อน สะท้อนว่า ธุรกิจขนส่งมีความสำคัญอย่างมาก แต่ในภาวะที่การเมืองไทยที่ไม่มีเสถียรภาพ เศรษฐกิจได้รับผลกระทบ ธุรกิจชะลอตัว ก็ทำให้ธุรกิจขนส่งได้รับผลกระทบตามไปด้วย
อลัน มิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีเอ็นที เอ็กซเพรส (ประเทศไทย) ผู้ประกอบการขนส่งพัสดุด่วน เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกรายได้โต 10% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ถือว่าทำได้ดีในสถานการณ์การเมืองไทยที่มีปัญหา แต่หากไม่มีปัญหาการเมืองรายได้อาจโตได้มากกว่านี้อีกไม่ต่ำกว่า 5% ส่วนภาพรวมทั้งปีนี้น่าจะยังรักษาการเติบโตที่ 10% ขึ้นไปได้ หากสถานการณ์การเมืองจบในไตรมาส 3 แต่ถ้าไม่จบลากยาวถึงไตรมาส 4 จะกระทบธุรกิจขนส่งพัสดุด่วนมาก เพราะไตรมาสสุดท้ายเป็นช่วงที่ธุรกิจต่างๆ มีคำสั่งซื้อมาก
“โชคดีที่มีประสบการณ์เผชิญวิกฤตการเมืองไทยทุก 2 ปี ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ทีเอ็นทีฯ เรียนรู้จากอดีตจึงมีแผนรองรับ เมื่อมีปิดถนนย่านใจกลางเมืองหลายจุด รถขนส่งเข้าไปไม่ได้ ก็ใช้วิธีนำสินค้าส่งด้วยรถจักรยานยนต์แทน แต่หากเป็นพื้นที่ที่เสี่ยงมากเกินไป จะคำนึงถึงความปลอดภัยและหยุดเข้าพื้นที่นั้นชั่วคราว” มิว กล่าว
สำหรับช่วงที่เหลือของปีนี้ การทำธุรกิจคงยากขึ้นเพราะคู่แข่งที่ทำธุรกิจลักษณะเดียวกันในไทยมีมากขึ้น และแม้บริษัทจะปรับตัวรับการเมืองได้ แต่ยอมรับว่าเป็นห่วงกรณีไทยยังไม่มีรัฐบาล ไม่เดินหน้าใช้จ่ายลงทุน กระทบเศรษฐกิจโดยรวม กระทบความเชื่อมั่นนักธุรกิจทั้งในและนอกประเทศ นักธุรกิจต่างประเทศไม่กล้าเดินทางมาทำคำสั่งซื้อในไทย ก็จะสะเทือนถึงธุรกิจขนส่งพัสดุด่วน
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น 10% ซึ่งหากเป็นไปได้ก็อยากให้รัฐควบคุมราคาพลังงานไม่ให้ขยับไปมากกว่านี้ เพราะเป็นต้นทุนสำคัญในการทำธุรกิจ
กลยุทธ์ที่บริษัทเตรียมไว้รับมือสถานการณ์ธุรกิจที่ท้าทายเช่นนี้ คือ เน้นจุดเด่นบริการ รูปแบบบริการที่ให้กับลูกค้าอาจไม่ต่างจากบริษัทขนส่งพัสดุด่วนรายอื่น แต่มีจุดเด่นเรื่องบุคลากรที่ให้บริการลูกค้า สร้างความประทับใจ รวมทั้งเปิดบริการ มาย ทีเอ็นที ให้ลูกค้าป้อนข้อมูลส่งสินค้าในระบบให้บริษัททางออนไลน์เกิดความสะดวกในการทำธุรกิจมากขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทได้วางแผนขยายธุรกิจไปประเทศเพื่อนบ้านเพิ่ม เช่น กัมพูชา ลาว พม่า ลดความเสี่ยงจากที่ไทยมีปัญหาการเมืองบ่อยครั้ง โดยเริ่มขยายศูนย์รับส่งสินค้าใกล้แนวชายแดนแล้ว เช่น มุกดาหาร รองรับการส่งสินค้าไปกัมพูชา จุดต่อไปที่มองไว้คือ เชียงราย เพราะมีการเปิดสะพานเชื่อมไทยลาว ใหม่
มิว กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีรถบรรทุก ขนส่งสินค้าทางบก 10 คัน เครื่องบินโบอิ้ง 747 บรรทุกสินค้าได้ 100 ตันต่อลำ รวม 46 ลำ 3 ปีข้างหน้าจะลงทุนรถบรรทุกและเครื่องบินอีกให้การขนส่งครอบคลุมขึ้น และลงทุนบุคลากรมากขึ้น เน้นให้มีความรู้เข้าใจประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) รวมทั้งร่นระยะเวลาส่งสินค้าถึงมือลูกค้าเร็วขึ้น
ขณะที่กลุ่มลูกค้าหลักของทีเอ็นทีฯ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ไฮเทค โรงงานอุตสาหกรรม และสุขภาพ ส่วนมากเป็นลูกค้าองค์กรมี 1015% ที่เป็นลูกค้าบุคคล แต่กลุ่มนี้มีแนวโน้มเติบโตสูงจากการซื้อขายสินค้าที่ปัจจุบันคนนิยมซื้อขายทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ทำให้บริษัทต้องศึกษาแนวทางเจาะลูกค้ากลุ่มนี้เพิ่ม แต่ยืนยันว่าไม่ต้องการเป็นคู่แข่ง ไปรษณีย์ไทยมีลูกค้าหลักเป็นบุคคล
มิว กล่าวว่า ไทยต้องมีรัฐบาลโดยเร็ว เพื่อให้เศรษฐกิจเดินต่อได้ รัฐบาลใหม่ควรเร่งพิจารณาแนวทางลดต้นทุนขนส่งให้ธุรกิจ เพื่อให้มีศักยภาพแข่งขันดีขึ้น จากปัจจุบันต้นทุนขนส่งไม่ต่ำกว่า 10% ของธุรกิจ ต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ที่มีต้นทุนขนส่งไม่ถึง 10%
สิ่งแรกควรให้กรมศุลากรซึ่งทำหน้าที่ให้สินค้าผ่านเข้าออกระหว่างประเทศ เปิดบริการทุกวัน ไม่หยุดเสาร์อาทิตย์ เหมือนประเทศอื่น เพราะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น เช่น เสียค่าเช่าที่เก็บสินค้ารอการทำพิธีศุลกากร หากลดได้จะช่วยประเทศทางอ้อม ทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ ต้องเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่อไป ทั้งถนน ระบบราง และสนามบิน เพื่อช่วยเศรษฐกิจโตแข็งแกร่งขึ้น เพราะมีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจอยู่แล้ว อีกสิ่งคือ ต้องเพิ่มมาตรฐานการศึกษาไทย พัฒนาคนไทยให้มีความสามารถใช้ภาษาอังกฤษ เพราะเป็นปัญหาใหญ่มากที่ธุรกิจเผชิญ เพราะยังขาดแคลนคนไทยที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี
หากไทยอยากเป็นศูนย์กลางการค้าในอาเซียนจริงๆ คงต้องเร่งปรับตัวให้มีสภาพแวดล้อมธุรกิจเอื้ออำนวย ไม่เช่นนั้นตำแหน่งศูนย์กลางการค้าหลุดมือแน่นอน







