
ล้วงงบกลาง 5.1 พันล.โปะคันแรก
หลังจากที่รัฐบาลประสบปัญหาการจัดเก็บรายได้ลดลง จนทำให้การจัดสรรงบเพื่อคืนภาษี
หลังจากที่รัฐบาลประสบปัญหาการจัดเก็บรายได้ลดลง จนทำให้การจัดสรรงบเพื่อคืนภาษีให้กับผู้เข้าโครงการซื้อรถยนต์คันแรกไม่เพียงพอกับยอดผู้ขอใช้สิทธิ เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีมติอนุมัติเงินงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้กรมสรรพสามิต เป็นค่าใช้จ่ายมาตรการรถคันแรกให้ผู้มีสิทธิถือครองรถยนต์ครบ 1 ปีแล้ว เป็นเงิน 5,100 ล้านบาท คาดว่าวงเงินดังกล่าวจะจ่ายให้ผู้มีสิทธิได้ในเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ค.ก.ค. 2557
ทั้งนี้ ณ วันที่ 17 เม.ย. 2557 มีผู้รับสิทธิในโครงการรถคันแรก 1.24 ล้านราย คิดเป็นวงเงินที่ต้องคืนภาษี 9.11 หมื่นล้านบาท การได้งบกลางมา 5,100 ล้านบาท จะทำให้มียอดค้างจ่ายอีกประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มจะได้เงินภาษีคืนในปีงบประมาณ 2558
สำหรับการเบิกจ่ายตามโครงการ มีผู้ได้รับเงินแล้ว 9.38 แสนราย คิดเป็นเงิน 6.74 หมื่นล้านบาท มีผู้ที่ขอสิทธิแต่ยังไม่ได้ไปรับรถ 1.16 แสนราย หรือ 9.37%
แบงก์รัฐแจกโบนัสสูงสุด 7 เดือน
ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเริ่มทยอยจ่ายโบนัสให้กับพนักงานแล้ว โดยปีนี้ธนาคารที่จ่ายโบนัสให้พนักงานสูงสุด คือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จ่ายโบนัสจำนวน 7 เดือน ธนาคารออมสิน จ่ายโบนัส 4.7 เดือน และหากผลประเมินของทริส เรทติ้ง ออกมา จะได้โบนัสอีกประมาณ 1 เดือนกว่าๆ รวมเป็น 6 เดือน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) คาดว่าจะจ่ายโบนัสไม่น้อยกว่า 5 เดือน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) คาดว่าจะจ่ายโบนัส 3 เดือน แต่พนักงานเรียกร้องให้จ่ายโบนัส 4.75 เดือน ส่วนธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จ่ายโบนัสไม่น้อยกว่า 1 เดือน
รัฐก่อหนี้ปี’58 เพิ่ม 5 แสนล้าน
สุวิชญ โรจนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า สำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังหารือจัดทำงบประมาณประจำปี 2558 โดยเสนอตั้งงบประมาณขาดดุลเต็มเพดานที่จะก่อหนี้ได้ คือ 5 แสนล้านบาท เพื่อนำเงินไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ และรองรับการเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้า
รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จากการประเมินร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และ 3 กรมภาษี ล่าสุด คาดว่าปีงบประมาณ 2557 จะจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า 1.5 แสนล้านบาท จากเป้าที่ตั้งไว้ 2.27 ล้านล้านบาท มากกว่าที่คาดไว้ว่าจะจัดเก็บต่ำกว่าเป้าเพียง 5 หมื่นล้านบาท
เอสเอ็มอีทรุดหนัก
รายงานข่าวจากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ถือว่าเข้าสู่วิกฤต สัดส่วนหนี้เสียของลูกค้าเอสเอ็มอีในแทบทุกธนาคารเพิ่มขึ้น สังเกตได้จากระยะเวลาค้างชำระหนี้ระหว่าง 60-90 วัน มีจำนวนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนยอดหนี้ค้างชำระในช่วง 1-2 เดือนนี้ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และสัดส่วนหนี้ที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษเพิ่มขึ้นสูงถึง 40%
ด้าน สาลินี วังตาล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ไตรมาสแรกปีนี้เริ่มเห็นการชะลอตัวลงของสินเชื่อบางประเภทแล้ว ที่ชัดเจนคือสินเชื่อประเภทเช่าซื้อรถยนต์ขยายตัวลดลงเหลือ 2.5% จากเดิมที่เคยโตสูงถึง 38%







