
มะกันเสียงแตกรัฐขึ้นค่าแรง
หวั่นดันต้นทุนพุ่งเสี่ยงปลดลูกจ้างเพิ่มอีกด้านชี้ช่วยเพิ่มกำลังซื้อผู้บริโภค
หวั่นดันต้นทุนพุ่งเสี่ยงปลดลูกจ้างเพิ่มอีกด้านชี้ช่วยเพิ่มกำลังซื้อผู้บริโภค
รายย่อยมะกันเสียงแตก ประเด็นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ต่างฝ่ายต่างชี้ให้เห็นถึงข้อดีข้อเสีย
วอชิงตัน โพสต์ สื่อจากสหรัฐ เปิดเผยรายงานระบุว่า ธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐมีความคิดเห็นแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับประเด็นเรื่องการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในทุกรัฐทั่วประเทศ จากเดิมที่ 7.25 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง ไปเป็น 10.10 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นนโยบายที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา พยายามผลักดันมาโดยตลอด
รายงานได้ระบุถึงฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย โดยได้อ้างถึงความคิดเห็นสำนักงานบริหารธุรกิจขนาดเล็กของสหรัฐ (เอสบีเอ) และสมาพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งชาติของสหรัฐ (เอ็นเอฟไอบี) ที่ระบุว่าทั้งสององค์กรเห็นว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะทำให้เจ้าของธุรกิจต้องปรับลดเวลาการทำงานพนักงาน หยุดจ้างงานเพิ่ม หรือลดพนักงาน เพื่อควบคุมต้นทุนด้านแรงงาน
“การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะกระทบกับตลาดแรงงานและชะลอผลผลิตทางเศรษฐกิจ” แอชลีย์ ฟินเกอร์สัน ผู้จัดการด้านกิจการนิติบัญญัติของเอ็นเอฟไอบี ระบุช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากสมาพันธ์ได้ส่งจดหมายถึงวุฒิสภาเพื่อเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายลงคะแนนไม่เห็นด้วยกับพระราชบัญญัติการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
คำกล่าวนี้สอดคล้องกับความเห็นของโดโลเรส ริลีย์ เจ้าของสถานดูแลเด็กในนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งเห็นว่าขณะนี้ค่าแรงขั้นต่ำของรัฐที่ 8.25 เหรียญสหรัฐ ก็ส่งผลให้ต้นทุนของธุรกิจในปีนี้เพิ่มสูงขึ้นมากถึง 1.5 หมื่นเหรียญสหรัฐแล้ว
อย่างไรก็ตาม รายงานได้อ้างถึงเจ้าของธุรกิจที่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยได้ให้เหตุผลว่าค่าแรงที่ 7.25 เหรียญสหรัฐนั้นทำให้ลูกจ้างมีเงินไม่เพียงพอในการใช้จ่าย และการปรับขึ้นค่าแรงจะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ โดย ลาร์บ จอห์นสัน เจ้าของคาเฟ่ในมินนิโซตา ระบุว่าวิธีเดียวที่ธุรกิจจะอยู่รอดได้ คือ เมื่อคนมีเงินใช้จ่ายหรือคนซื้อสินค้า
ในขณะเดียวกัน เจ้าของธุรกิจบางรายก็ระบุว่า การจ่ายค่าแรงที่สูงขึ้นจะช่วยให้ธุรกิจสามารถรักษาลูกจ้างเอาไว้ได้และช่วยสร้างแรงงานที่มีคุณภาพมากขึ้น
“เราเคยจ้างคนในอัตราค่าแรงขั้นต่ำและได้เรียนรู้ว่าเรื่องนี้ส่งผลให้ลูกจ้างมีปัญหาด้านการเงิน ซึ่งกระทบต่อคุณภาพของงานที่ลูกจ้างทำ” คาร์แมน ออร์ทิซ ลาร์เซ็น เจ้าของธุรกิจในแมรีแลนด์ กล่าว
ทั้งนี้ วันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา วุฒิสภาสหรัฐซึ่งมีพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากลงคะแนนเสียง 54 ต่อ 42 ทว่าการผ่าน พ.ร.บ. สมาชิกวุฒิสภาต้องลงคะแนนเสียงสนับสนุนมากกว่า 60 เสียงขึ้นไป







