
ออนิกซ์หนักเอเชียดึงเที่ยวไทยไตรมาส 2
ช่วงที่ผ่านมาแม้ไทยมีปัญหาการเมืองอย่างต่อเนื่อง
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
ช่วงที่ผ่านมาแม้ไทยมีปัญหาการเมืองอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาคธุรกิจต้องชะลอการตลาด การลงทุนหลายด้านเพื่อรอความชัดเจนของสถานการณ์ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งภาคธุรกิจก็เริ่มทนไม่ไหว และเดินหน้าแผนทุกอย่างที่วางไว้ต่อไป รวมถึงภาคท่องเที่ยวด้วย
ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม รองประธานอาวุโส ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ ผู้บริหารโรงแรมอมารี โอโซ และชามา เปิดเผยว่า ถ้าสถานการณ์บ้านเมืองสงบ คู่ขัดแย้งประนีประนอมกัน การท่องเที่ยวไทยจะฟื้นตัวทันที และฟื้นแบบก้าวกระโดด แต่ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ แบบย่ำอยู่กับที่เช่นปัจจุบัน ไม่จบในเดือน มิ.ย. คงไม่มีนักท่องเที่ยวใหม่ๆ เข้ามา มีผลต่อฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ที่จะเริ่มอีกครั้งปลายปีนี้ หรือตั้งแต่เดือน พ.ย.-มี.ค. เพราะคนจะเริ่มจองการเดินทางช่วงไฮซีซั่นล่วงหน้า 3-4 เดือน เท่ากับไทยจะเสียโอกาสการท่องเที่ยวไฮซีซั่นไปอีกเป็นปีที่ 2 หลังจากเสียโอกาสมาแล้วเมื่อไฮซีซั่นที่ผ่านมา (พ.ย. 2556-มี.ค. 2557)
อย่างไรก็ตาม แม้มีปัญหาการเมือง แต่เครือ ออนิกซ์ฯ ยังทำการตลาดต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ไตรมาสแรก เน้นเจาะตลาดภูมิภาคเอเชียมากขึ้น เพราะทิศทางตลาดเดินทางระยะไกล (ลองฮอล) ไม่ฟื้นตัวในระยะสั้นแน่นอน แต่ภูมิภาคเอเชีย เช่น จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง ไปจนถึงตลาดที่มีวันหยุดช่วงปิดภาคการศึกษาในช่วงไตรมาส 2 เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย ยังเติบโตดี เครือออนิกซ์ฯ จึงพยายามดึงให้มาเที่ยวในไตรมาส 2 พร้อมทำตลาดในประเทศมากขึ้น โดยปรับกลยุทธ์ด้านราคา ร่วมมือผู้ประกอบการพันธมิตร เช่น สายการบิน ตัวแทนจำหน่ายท่องเที่ยวออนไลน์ (โอทีเอ) มากขึ้น เพราะพบว่าตลาดออนไลน์จะฟื้นตัวเร็วกว่าตลาดการจองผ่านช่องทางออฟไลน์ เนื่องจากการทำตลาดออนไลน์ปรับเปลี่ยนได้รวดเร็ว ลูกค้าก็ตัดสินใจได้เร็ว
ในส่วนของตลาดออฟไลน์ ซึ่งเดินทางมากับทัวร์ หากจะปรับเปลี่ยนแนวทางทำตลาดก็ทำได้ช้ากว่า มีขั้นตอนมากกว่า โดยปัจจุบันเครือออนิกซ์ฯ มีสัดส่วนลูกค้ามาจากออนไลน์เกือบ 40% ออฟไลน์ 60% จากในอดีตออนไลน์ 30% ออฟไลน์ 70%
ขณะเดียวกัน เครือออนิกซ์ฯ ยังไม่ปรับเป้าหมายรายได้ในปีนี้ ที่เคยประเมินว่าจะเติบโตจากปีที่ผ่านมา 15% เพราะยังเชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้นและทำให้การท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวทำรายได้ตามเป้าหมาย แต่ถ้าเหตุการณ์ไม่จบตามที่คาด อย่างต่ำที่สุดรายได้รวมก็จะเท่ากับปีที่ผ่านมา แต่ไม่ต่ำกว่าแน่นอน ขณะที่แนวทางการปรับขึ้นราคาห้องพัก อาจต้องทบทวนอีกครั้ง หากสถานการณ์ยังไม่ดี ปีหน้าก็คงไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ หรือถ้าขึ้นก็ทำได้เพียงเล็กน้อย แต่ไม่มี นโยบายลดราคาแน่นอน เพราะเชื่อว่าคุณภาพบริการคือสิ่งที่ดึงดูดลูกค้า ไม่ใช่เรื่องราคา อีกทั้งไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะติดลบ ความสามารถใช้จ่ายของ ผู้บริโภคยังเท่าเดิม
“การท่องเที่ยวไทยเติบโตพร้อมกับตลาดเงิน ตลาดหุ้น และเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ปัจจุบันตลาดหุ้นยังไม่ตกมาก ตลาดท่องเที่ยวก็น่าจะสอดคล้องกัน ตราบใดยังมีการลงทุน เม็ดเงินไหลเข้ามา ก็ต้องมีนักท่องเที่ยวตามมาด้วย เพราะระบบสาธารณูปโภคของไทย โดดเด่น สถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อเสียง ภูมิศาสตร์ไทยพร้อมกว่าคู่แข่ง”
สำหรับทิศทางการท่องเที่ยวในอนาคต เชื่อว่าแหล่งท่องเที่ยวแถบทะเลใต้และตะวันออกจะเติบโตมากที่สุด โดยเฉพาะทะเลใต้ เพราะยังมีอีกหลายพื้นที่ เช่น กระบี่ เขาหลักพังงา ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการเดินทางช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น) ในพื้นที่เหล่านี้ ส่วนทางภาคตะวันออก นอกจากพัทยา ยังมีความต้องการท่องเที่ยวยาวไปถึงหาดจอมเทียน บางสะเหร่ อนาคตเป็นไปได้ว่าจะมีความต้องการ มากขึ้นครอบคลุมไปถึงระยอง จันทบุรี ตราด และเกาะช้าง
ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแหล่งท่องเที่ยวมากที่ยังไม่ถูกหยิบมาโปรโมท ถ้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเข้าไปในพื้นที่ได้จริง และเชื่อมยาวไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวอาเซียนได้แท้จริง เพราะจะดึงชาวเวียดนามที่เดินทางเพื่อผ่านไทยไปยังประเทศอื่นทางตอนล่างของอาเซียน ให้แวะเที่ยวไทยก่อนได้ และยังดักนักท่องเที่ยวจากอาเซียนตอนล่างที่จะเดินทางผ่านไทยขึ้นไปยังจีนและพม่าได้ด้วย
“คิดว่ารถไฟความเร็วสูงในไทยต้องเกิด เพราะไทยต้องปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะระบบราง เพิ่มศักยภาพให้ประเทศแข่งขันได้ ทั้งในภาคท่องเที่ยวและภาคธุรกิจอื่น หากเทียบระหว่างไทยกับประเทศในเอเชียหรือทั่วโลก ไทยยังเสียเปรียบเรื่องระบบรางมาก แต่จะเกิดด้วยงบประมาณแบบไหน ขึ้นอยู่รัฐบาล เรื่องนี้ต้องหารือวิธีดำเนินการ”
นอกจากนี้ ไทยต้องปรับปรุงสนามบินนานาชาติในหลายพื้นที่รองรับปริมาณนักท่องเที่ยวที่มากขึ้น ส่วนปัญหาอื่นที่ต้องดูแล ได้แก่ แนวทางป้องกันภัยธรรมชาติ เพราะเป็นอุปสรรคสำคัญมากขึ้นต่อการท่องเที่ยวในอนาคต และการป้องกันโรคระบาด โรคภัยไข้เจ็บที่มาแต่ละฤดูกาล เห็นได้จากหลายประเทศสนามบินทำงาน 24 ชั่วโมง เมื่อพบคนเป็นพาหะโรคระบาดสำคัญจะจัดการเด็ดขาด ไม่ปล่อยให้ข้ามพรมแดน เช่น จีน หากพบว่ามีไข้สูง ตรวจเจอเป็นพาหะก็ส่งกลับประเทศไปทันที แต่ไทยที่ผ่านมาแทบไม่เคยเห็นการปฏิบัติลักษณะดังกล่าว
ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติและอัธยาศัยของคน เป็นเครื่องดึงดูดการท่องเที่ยวชั้นเลิศอยู่แล้ว ต่อให้การเมืองยังไม่นิ่ง หากทำตลาดดีๆ มีคนมาแน่นอน แต่ถ้าการเมืองนิ่ง การท่องเที่ยวก็โตฉลุย







