
ปตท.ตกเป็นเป้าเพราะใหญ่
ท่ามกลางที่บริษัท ปตท. ต้องตกเป็นเป้าโจมตีในสังคมด้วยข้อหาเป็นแหล่งขุมทรัพย์ของนักการเมือง ผูกขาดธุรกิจ ขูดรีดประชาชน สร้างกำไรมหาศาลจากราคาน้ำมันและแก๊สที่แพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทว่าสำหรับ ไพรินทร์ ชูโชติถาวร แล้ว ปตท.ตกเป็นเป้าเพราะ “เราใหญ่สุด” Forbes Thailand ฉบับล่าสุดเดือน พ.ค จึงเจาะลึกประเด็น “ร้อน” ในวันที่การเมือง “แรง” ส่งผลกระทบต่อ ปตท.
ท่ามกลางที่บริษัท ปตท. ต้องตกเป็นเป้าโจมตีในสังคมด้วยข้อหาเป็นแหล่งขุมทรัพย์ของนักการเมือง ผูกขาดธุรกิจ ขูดรีดประชาชน สร้างกำไรมหาศาลจากราคาน้ำมันและแก๊สที่แพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทว่าสำหรับ ไพรินทร์ ชูโชติถาวร แล้ว ปตท.ตกเป็นเป้าเพราะ “เราใหญ่สุด” Forbes Thailand ฉบับล่าสุดเดือน พ.ค จึงเจาะลึกประเด็น “ร้อน” ในวันที่การเมือง “แรง” ส่งผลกระทบต่อ ปตท.
ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. ซึ่งขึ้น กุมบังเหียน ปตท. ตั้งแต่เดือน ก.ย. ปี 2554 ต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาว่าเป็นแหล่งกอบโกยผลประโยชน์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและเครือข่าย ตั้งแต่แปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย แล้วนำ ปตท.จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นผลสำเร็จในปี 2544
แม้จะระงับการแปรรูปไม่สำเร็จ แต่กลุ่มนักเคลื่อนไหวและวุฒิสมาชิกบางส่วนยังรณรงค์ต่อเนื่อง ในรูปของรายงานการศึกษาของอนุกรรมาธิการ วุฒิสภา ตอกย้ำ ว่า ปตท.คือยักษ์ร้ายที่คอยกอบโกย ผลประโยชน์จากประชาชน ทำให้คนไทยต้องซื้อน้ำมันแพงกว่าประชาชนในหลายประเทศ เมื่อดูยอดรายได้รวมของ ปตท. ณ สิ้นปี 2556 ที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.7% มาอยู่ที่ 2.842 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณรายจ่ายของประเทศ ปี 2557 ซึ่งอยู่ที่ 2.525 ล้านล้านบาท ขณะที่มีกำไรสุทธิ 9.465 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 9.5% ซึ่งอยู่ที่ 1.046 แสนล้านบาท ก็ยิ่งทำให้ ปตท. ถูกเพ่งเล็งว่าผลกำไรนั้นล้วนอยู่บนความทุกข์ยากของประชาชน
ซีอีโอ ปตท. กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า สาเหตุที่ ปตท. ตกเป็นเป้าโจมตีทางการเมือง เพราะ “เราใหญ่ที่สุด” ในฐานะรัฐวิสาหกิจ พร้อมยกทฤษฎี “อัศวินกับอสูร” มาประกอบ
“ถ้าใครอยากเป็นอัศวินม้าขาวก็ต้องมีอสูรร้ายตัวหนึ่ง และถ้าเป็นอัศวินที่เท่มาก อสูรก็ต้องแย่มาก แล้วก็บอกชาวบ้านว่าพวกคุณไม่รู้หรอกอสูรตัวนี้เลวร้ายยังไง ผมน่ะรู้ ผมจะช่วยคุณฉะนั้นยังไงๆ เราต้องเป็นอสูรตัวใหญ่...มันก็ต้องมีโจร มันถึงต้องมีตำรวจ ทีนี้ถ้าใครอยากเป็นตำรวจ มันก็ต้องมีโจรขึ้นมาก่อน เราก็ต้องเป็นโจรอยู่ตลอด”
ส่วนประเด็นเรื่อง “กำไร” ไพรินทร์ ยืนยันว่า ปตท. ทำธุรกิจต้องมีกำไร ซึ่งกำไรได้นำส่งคืนรัฐในรูปแบบเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น และนำอีกส่วนไปเป็นงบลงทุนซื้อแหล่งพลังงานใหม่ๆ ในต่างประเทศ ทั้งใน แอฟริกา แคนาดา และออสเตรเลีย ถ้าจะบอกว่าให้ ปตท. นำกำไรที่ส่งคืนรัฐจ่ายเป็นเงินปันผลหรือนำไปลงทุนซื้อแหล่งพลังงานใหม่ ไม่ต้องใช้ส่วนนั้น แต่ให้นำกำไรมาลดราคาพลังงาน คิดอย่างนั้นก็ได้ แต่ผมว่ามันไม่แฟร์มากสำหรับคนรุ่นถัดไป นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนอื่น ให้ติดตามได้ในฟอร์บส์ไทยแลนด์ฉบับนี้คิดอย่างนั้นมันไม่แฟร์มาก ใครพูดอย่างนั้นเป็นความไม่รับผิดชอบอย่างยิ่งใหญ่”
ด้านความโปร่งใสในการดำเนินงาน CEO ปตท. กล่าวว่า ระบบการบริหารกิจการพลังงานไทยมีความก้าวหน้ามาก มีกระทรวงพลังงานเป็นผู้กำหนดนโยบาย มี ปตท. เป็นหน่วยงานปฏิบัติ ขณะเดียวกันก็มีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นองค์กรอิสระ คอยกำกับดูแลด้านไฟฟ้าและแก๊สธรรมชาติ ส่วนข้อกล่าวหาบนเวทีปราศรัยว่า ปตท. เป็นแหล่งขุมทรัพย์ระบอบทักษิณ เขาตอบว่า ปตท. อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เข้มงวดมาก และ ปตท.ยังอยู่ภายใต้การตรวจสอบโดยรัฐสภาอีกด้วย
นอกจากการสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาอีกครั้งในช่วงวิกฤตการเมือง ไพรินทร์ ยังมีสิ่งสำคัญที่ต้องทำในฐานะ CEO ปตท. คือ ทำภารกิจ “ฮก ลก ซิ่ว” ให้สำเร็จ นั่นคือ ประเทศมีความมั่นคงทางพลังงาน เกิดความมั่งคั่งในชาติ และความยั่งยืนขององค์กร
ติดตามทุกประเด็นร้อนที่ ปตท. ต้องเผชิญและต้องตอบคำถามสังคมได้อย่างละเอียดใน Forbes Thailand ฉบับล่าสุด เดือนพฤษภาคม







