
เจาะลงทุนกลุ่มประเทศมุสลิม
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ประเทศมุสลิมในอาเซียนเป็นอีกตลาดที่สำคัญและน่าสนใจ แต่การเข้าไปลงทุน ผู้ประกอบการไทยควรศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ดีก่อน
มุกติ ฟาจา เนอ เดวาตา อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยมูฮัมมาคียะห์ ยอกยาการ์ตา อธิบายว่า กฎหมายต่างๆ ที่บัญญัติขึ้นในประเทศมุสลิมในอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และบรูไน ต้องสอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วจะมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่คล้ายๆ กัน
ยกตัวอย่างประเทศอินโดนีเซียที่มีกฎหมายห้ามไม่ให้ต่างชาติลงทุนหรือถือครองกิจการใน 6 สาขา ได้แก่ 1.สาขาเกษตรกรรม เช่น การปลูกฝิ่น กัญชาและยาสูบ 2.สาขาป่าไม้ เช่น ปลูกพืชกลุ่มเครื่องเทศ 3.สาขาอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแฮลกอฮอล์ 4.สาขาการคมนาคม เช่น การลงทุนสร้างสถานีภาคพื้นดิน (Ground Terminal) 5.สาขาธุรกิจการสื่อสารดาวเทียม และ 6.สาขาการท่องเที่ยวในกลุ่มของการสร้างพิพิธภัณฑ์และกิจการที่เกี่ยวข้องกับการพนัน หรือกาสิโน เป็นต้น
นอกจากนี้ พบว่า กฎหมายแรงงานของประเทศมุสลิมยังสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวมุสลิมที่ต้องมีการละหมาดสถานประกอบการจะต้องอนุญาตให้พนักงานพักเพื่อทำการละหมาด รวมทั้งต้องอนุญาตให้เดินทางไปแสวงบุญที่นครเมกกะได้เป็นเวลา 20-40 วัน โดยไม่ตัดเงินเดือนหรือไล่ออก
ขณะที่กฎหมายภาคการเงินการธนาคารชาติมุสลิม ห้ามเก็บดอกเบี้ย แต่ให้ใช้หลักเศรษฐศาสตร์แปลงเป็นรูปของกำไรแทน ซึ่งประเทศมาเลเซียเป็นผู้นำด้านธุรกิจธนาคารอิสลามในอาเซียน โดยธนาคารอิสลามของมาเลเซียมีสัดส่วนถึง 23.8% ของธนาคารทั้งหมดในประเทศ
นอกจากนี้ การทำธุรกิจในตลาดชาติมุสลิมนั้นจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับตราฮาลาล โดยสินค้าทุกประเภทที่วางจำหน่ายในตลาดจะต้องมีตราฮาลาลเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ผู้บริโภค
อาจารย์กฎหมายได้เล่ากรณีศึกษาเรื่องนี้ว่า บริษัท อายิโนะโมโตะ เข้ามาทำธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่มในอินโดนีเซียมากถึง 36 รายการ แต่พบว่าใบอนุญาตฮาลาลสินค้าบางรายการหมดอายุ แถมพบมีการใช้ไขมันหมูเป็นส่วนประกอบในการผลิตสินค้านั้น ซึ่งได้สร้างความแตกตื่นแก่ชาวอินโดนีเซียอย่างมาก จึงเตือนให้นักลงทุนไทยระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อต้องไปขายสินค้าในตลาดมุสลิม
ด้าน เพชรรัตน์ เอกแสงกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีซึ่น เพ้นท์ ที่เข้าไปลงทุนทำธุรกิจสีพ่นรถจักรยานยนต์และหมึกพิมพ์กระป๋องอะลูมิเนียม ได้เล่าประสบการณ์การทำธุรกิจในอินโดนีเซียว่า แม้ดูเผินๆ อินโดนีเซียมีจุดเด่นเรื่องจำนวนแรงงานและขนาดตลาดที่ใหญ่แล้ว แต่ถ้ามองลึกลงไปในรายละเอียดจะพบว่ามีข้อระเบียบเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อนักลงทุน ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจของตัวเองอย่างรอบด้าน ต้องรู้จุดแข็งของตัวเอง ต้องเปลี่ยนทัศนคติว่าสิ่งดังกล่าวเป็นความท้าทาย แต่หากพิจารณาแล้วพบว่าไม่สามารถทำธุรกิจได้เพียงลำพัง ก็ต้องพึ่งวิธีสุดท้ายคือ การหาพันธมิตรคู่ค้าท้องถิ่นเพื่อมาช่วยจัดการข้อระเบียบที่ยุ่งยากภายใน
“จริงๆ แล้ว เอกชนมองว่าข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจออกไปลงทุนต่างประเทศ มากกว่าเม็ดเงินลงทุนเสียอีก แม้ว่าการทำธุรกิจในอินโดนีเซียจะยุ่งยากแต่ก็เชื่อว่าตัดสินใจไม่ผิดเข้าไป เพราะการจะฝากความหวังหรือเอาไข่หลายใบใส่ในตะกร้าเพียงใบเดียวในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ก็คงไม่ได้”
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ มีนักลงทุนจากไทยขอรับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศกลุ่มอาเซียนมากขึ้น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยคาดว่าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 30%







