
ปลูก "ต้นกระดาษ" เวียดนามส่งวัตถุดิบป้อนไทย
ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรไทยในปัจจุบันนิยมออกไปลงทุนขยายพื้นที่เพาะปลูกในต่างประเทศ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรไทยในปัจจุบันนิยมออกไปลงทุนขยายพื้นที่เพาะปลูกในต่างประเทศ เช่นเดียวกับ ชัยโย ทริปเปิ้ลเอ ที่ไปปลูกต้นกระดาษ และต้นพลังงาน ในประเทศกลุ่มอาเซียน
ศิริวรรณ ดำเนินชาญวนิชย์ ทรงเมตตา ประธานกรรมการบริษัท ชัยโย ทริปเปิ้ลเอ ผู้ประกอบธุรกิจด้านอุตสาหกรรมเกษตรแบบครบวงจร เล่าว่า บริษัททำธุรกิจหลากหลายในเมืองไทย เช่น การส่งเสริมปลูกต้นกระดาษ ธุรกิจพลังงาน ไม้ การวิจัยและพัฒนา เป็นต้น แต่ส่วนที่ออกไปขยายธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน คือ การส่งเสริมปลูกไม้โตเร็ว ทั้งไม้เยื่อกระดาษ หรือต้นกระดาษ และต้นพลังงาน ซึ่งให้ความร้อนสูง ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวล
ที่ผ่านมา ได้เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรในเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ปลูกต้นไม้ประเภทดังกล่าว สำหรับเวียดนาม รัฐบาลได้จัดสรรพื้นที่ให้บริษัทลงทุนเอง 100% ส่งเสริมการปลูกต้นกระดาษ ที่ปัจจุบันมีกว่า 100 ล้านต้น
“รัฐบาลเวียดนามมองว่าเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวเวียดนาม แก้ปัญหาความยากจน นอกจากจัดสรรที่ดินให้แล้ว รัฐบาลยังให้สิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น การยกเว้นภาษีอีกด้วย”
สำหรับลักษณะการทำธุรกิจนั้น บริษัทจะสร้างแปลงปลูกทดลอง และให้เกษตรกรที่สนใจนำพันธุ์ไม้ไปปลูก เมื่อต้นไม้โตก็นำกลับมาขายคืนให้บริษัท ซึ่งจะรับซื้อในราคาตลาด แต่หากราคาตลาดต่ำก็จะรับซื้อในราคาประกัน โดยเกษตรกรจะมีผลผลิต 2024 ตันต่อไร่ ราคาตันละ 1,000-1,200 บาท ใช้เวลาปลูก 4 ปี ถึงจะตัดมาใช้งานได้
ขณะเดียวกัน หากช่วงไหนที่เกษตรกรไม่ได้ปลูกต้นไม้ รัฐบาลจะดำเนินการเอง และอนุญาตให้เกษตรกรตัดไปขายได้อีกด้วย
นอกจากต้นกระดาษแล้ว บริษัทยังส่งเสริมการปลูก “ต้นพลังงาน” ในประเทศเวียดนาม ซึ่งต้นไม้ชนิดนี้เป็นผลผลิตจากการวิจัยและพัฒนาของบริษัท เป็นต้นไม้ที่เมื่อนำไปเผาจะให้ความร้อนสูง ใช้เป็นวัตถุดิบของโรงไฟฟ้าชีวมวล
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบัน เวียดนามยังไม่มีโรงไฟฟ้าชีวมวล บริษัทจึงส่งออกต้นพลังงานเหล่านี้ไปยังเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีความต้องการวัตถุดิบชีวมวลสูง และราคาขายจะขึ้นอยู่กับค่าความร้อนของไม้
ส่วนการลงทุนในประเทศลาว และกัมพูชานั้น บริษัท ส่งเสริมการปลูกต้นกระดาษเพียงอย่างเดียว โดยในลาวได้เข้าไปลงทุนมานานแล้ว ส่วนในกัมพูชาเป็นการปลูกในแปลงทดสอบ ยังไม่ทำในเชิงพาณิชย์
นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับเชิญจากรัฐบาลพม่าให้เข้าไปศึกษาโรงไฟฟ้าชีวมวล แต่จากการศึกษาพบว่าพม่าจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างราคาพลังงานใหม่ก่อน โรงไฟฟ้าชีวมวลถึงจะเกิดขึ้นได้ เพราะพม่ายังคงใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าราคาถูกอยู่ โรงไฟฟ้าชีวมวลจึงเกิดได้ยาก
เมื่อถูกถามถึงอุปสรรคปัญหาของการออกไปทำธุรกิจประเภทนี้ในต่างประเทศ ศิริวรรณตอบว่า ไม่มีปัญหา แถมยังได้รับความร่วมมืออย่างมากจากทั้งรัฐบาล และเกษตรกรท้องถิ่น ชุมชนไม่มีการต่อต้าน แต่กลับเปิดรับ และเข้ามาร่วมปลูกต้นไม้ ซึ่งบริษัทเริ่มจากจ้างเกษตรกรมาทำงานในแปลงทดลอง เมื่อเกษตรกรมีความรู้ก็จะนำพันธุ์ไม้ไปปลูกเอง และมีการบอกต่อ ทำให้มีเกษตรกรเข้ามาร่วมงานด้วยมาก การทำธุรกิจจึงค่อนข้างสะดวก
จากทิศทางเหล่านี้ จึงเห็นได้ว่า การลงทุนในอาเซียนยุคปัจจุบันกลายเป็นโอกาสของเกือบทุกธุรกิจ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการส่งสินค้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประเทศเพื่อนบ้านมีพื้นที่ๆ เหมาะสมกับการเพาะปลูกคล้ายกับไทย การลงทุนในธุรกิจเกษตร จึงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยน่าจะไขว่คว้า







