
เศรษฐกิจหดตัวกว่าที่คาด
สถานการณ์ขัดแย้งการเมืองไทยซึ่งยืดเยื้อติดหล่มไม่พบทางออกจะย่างเข้าเดือนที่ 6 ส่งผลให้ไม่สามารถมีรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศอย่างน้อยก็ไปถึงต้นเดือน ก.ย.หรือปลายไตรมาส 4 ที่กล่าวเช่นนี้เป็นการมองในแง่บวก เพราะยังมีปัจจัยอีกมากที่อาจทำให้ยังเลือกตั้งไม่ได้ และอาจจะใช้เวลานาน
สถานการณ์ขัดแย้งการเมืองไทยซึ่งยืดเยื้อติดหล่มไม่พบทางออกจะย่างเข้าเดือนที่ 6 ส่งผลให้ไม่สามารถมีรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศอย่างน้อยก็ไปถึงต้นเดือน ก.ย.หรือปลายไตรมาส 4 ที่กล่าวเช่นนี้เป็นการมองในแง่บวก เพราะยังมีปัจจัยอีกมากที่อาจทำให้ยังเลือกตั้งไม่ได้ และอาจจะใช้เวลานาน
ขณะเดียวกัน การจะมีรัฐบาลใหม่ใช่ว่าจะมีเสถียรภาพเพราะปัญหาความขัดแย้งยังไม่หมด และเกี่ยวข้องกับอำนาจและผลประโยชน์มหาศาล ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนซึ่งเกิดจากสุญญากาศทางการเมืองที่ทอดยาวมาเกือบครึ่งปี
คาดว่าไตรมาสแรกเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ในอัตราที่ต่ำมาก คือ 0.7% หรืออาจถึงขั้นหดตัว แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีการชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ตัวเลขชี้วัดเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2557 ล้วนแต่มีการชะลอตัว ไล่มาตั้งแต่การส่งออกซึ่งคาดว่าอาจขยายตัวได้เป็นศูนย์หรือถึงขั้นหดตัวติดลบ 1% โดยสินค้าเกษตรส่งออกในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาติดลบร้อยละ 1.15% และเกษตรอุตสาหกรรมติดลบ 9.84% โดยยางพาราติดลบมากที่สุดถึง 12.75%
สำหรับราคาข้าวเจ้าความชื้น 15 เปอร์เซ็นต์ในเดือน มี.ค. จากข้อมูลของสำนักเศรษฐกิจการเกษตรมูลค่าลดลงถึง 13.31% ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง โดยเฉพาะราคายางตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี
ขณะที่ชาวนานอกเหนือจากราคาตกต่ำและยังไม่ได้รับชำระเงินจากโครงการรับจำนำข้าว ทำให้กำลังซื้อในต่างจังหวัดหดตัวอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อการบริโภคในประเทศ ซึ่งคาดว่าไตรมาสแรกอาจขยายตัวได้เป็นบวกเพียง 1% จากที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.7% ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่ค่อยแน่ใจดีนัก เนื่องจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือน ก.พ.ติดลบ 2.9%
นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวในไตรมาสแรกหดตัวเชิงปริมาณนักท่องเที่ยวหดตัว 7.9% และในเชิงมูลค่าหดตัว 8.3% ในด้านการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าไตรมาสแรกอาจหดตัวถึง 2.9% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.8% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับที่เคยขยายตัวได้ดีในปี 2555 ที่ 14.4%
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในภาครัฐบาลก็มีการหดตัวไม่น้อยกว่าภาคเอกชน จากการเปิดเผยของกระทรวงการคลังการจัดเก็บรายได้รัฐบาลในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณปี 2557 ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการที่รัฐบาลไปลดภาษีกำไรของธุรกิจและยังลดภาษีสรรพสามิตในโครงการรถคันแรกทำให้รายได้รัฐบาลลดลง แต่เหตุผลสำคัญเกิดจากรายได้และกำไรของภาคธุรกิจที่หดตัวจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและจากผลกระทบจากการขัดแย้งทางการเมือง ที่ยังยืดเยื้อไม่สามารถหาทางออกในการแก้ปัญหาได้
ทั้งนี้ ผมได้เขียนในคอลัมน์นี้มาตลอดว่าต้องเร่งยุติและหาทางออกให้เร็วที่สุด หากยืดเยื้อยาวกว่านี้จะเป็นความหายนะของเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะประเด็นการว่างงานจะมีตัวเลขที่สูงกว่า 1% สะท้อนจากหนี้สินครัวเรือนที่สูงขึ้นและประชาชนมีหนี้ท่วมหัว โดยเฉลี่ยประชาชนในต่างจังหวัดมีหนี้ต่อครัวเรือนประมาณ 1.9 แสนบาท เพิ่มขึ้น 12.75%
ด้านแรงงานที่ทำงานในโรงงานสถานประกอบการต่างๆ จากข้อมูลของศูนย์วิจัยหอการค้า แจงว่า มีหนี้เฉลี่ยครัวเรือนละ 106,215 บาท ครึ่งหนึ่งเป็นหนี้นอกระบบ โดยค่าใช้จ่าย 34.1% เป็นการชำระหนี้ ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับตัวเลขเฉลี่ยของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งการที่ไม่มีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมาแก้ปัญหาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากล่าช้าออกไปจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจทรุดตัวกว่าที่เป็นอยู่
ปัจจุบันภูมิต้านทานของภาคธุรกิจเอกชนโดยเฉพาะ SME ลดลงถึงขีดจำกัดแล้ว หากยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือและมาตรการสนับสนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมและจับต้องได้จริง... บอกได้เลยว่างานนี้ได้เข้าห้องไอซียู (ICU) กันทั้งประเทศแน่นอนครับ!!! n
(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit sorat)







