posttoday
‘ทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐ’ปัจจัยที่ทั่วโลกจับตา

‘ทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐ’ปัจจัยที่ทั่วโลกจับตา

28 เมษายน 2557

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.15-32.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะผันผวนมากขึ้น หลังจากทรงตัวในกรอบแคบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเรามองว่าเงินบาทมีโอกาสโน้มแข็งค่า

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.15-32.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะผันผวนมากขึ้น หลังจากทรงตัวในกรอบแคบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเรามองว่าเงินบาทมีโอกาสโน้มแข็งค่า

เนื่องจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อาจหนุนความกล้าเสี่ยงของนักลงทุนให้เข้าซื้อสินทรัพย์ประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งสินทรัพย์ไทย

ในช่วงที่ผ่านมา นางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด เปิดเผยว่า ถึงแม้เศรษฐกิจสหรัฐจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง แต่เศรษฐกิจยังไม่ขยายตัวเท่าระดับศักยภาพ และคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะกลับสู่ระดับศักยภาพได้ในปี 2016 สะท้อนความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกว่าจะช้าลงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ดังนั้น เราจึงคาดว่าเยลเลนจะออกมาย้ำคำพูดนี้อีกครั้งในการประชุมครั้งนี้

ขณะที่อีกปัจจัยที่จะมีผลต่อค่าเงินบาท คือ ตัวเลขส่งออกของไทย ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในตลาดคาดว่า การส่งออกไทยในเดือน มี.ค.จะหดตัว 1.2% จากที่ขยายตัวได้ดีที่ 2.4% ในเดือนก่อน หากตัวเลขออกมามากกว่าที่ตลาดคาด จะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ระดับต่ำสุดของค่าเงินบาทคือ 32.18 ซึ่งค่าเงินบาทลดลงมาแตะระดับนี้หลายครั้ง แต่ไม่สามารถผ่านไปได้

ดังนั้น เราจึงมองว่าค่าเงินบาทจะสามารถทรงตัวเหนือ 32.15 ได้ในสัปดาห์หน้า

ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเพื่อเก็งกำไรเงินปันผล จากการที่บริษัทจดทะเบียนเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลจ่ายเงินปันผลและตลาดพันธบัตรไทยประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเรามองว่าปัจจัยนี้จะเป็นปัจจัยที่จะกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงในระยะกลาง

เราประมาณการว่าค่าเงินบาทจะทยอยอ่อนค่าลงไปที่ 33.50 ณ สิ้นไตรมาส 2 เนื่องจากเราประมาณการว่า มูลค่าเงินปันผลที่จะถูกจ่ายออกไปให้นักลงทุนต่างชาติมีมูลค่าประมาณ 8.4 หมื่นล้านบาท หากประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดี อาจส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเลือกที่จะขนเงินจำนวนนี้กลับบ้านแทนการลงทุนต่อในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการขยายตัวของไทยในไตรมาสแรกจะมีโอกาสติดลบ

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กนง. ได้กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มจะหดตัวมากกว่าที่คาดไว้ในไตรมาสแรก ขณะที่ผู้ว่าการ ธปท. ได้กล่าวว่า ธปท.อาจปรับลดประมาณการจีดีพีไทยลงอีกครั้งในเดือน มิ.ย.นี้ เนื่องจากปัญหาการเมืองที่ลากยาว กำลังส่งผลต่อการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นของภาคเอกชนมากขึ้น

ขณะที่การส่งออกที่ปรับดีขึ้นยังไม่สามารถทดแทนคำสั่งซื้อจากในประเทศที่ลดลงได้ และประเทศไทยยังเผชิญกับความเสี่ยงจากการชะลอลงของจีนที่ชัดเจนขึ้น สะท้อนจากตัวเลขผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีนที่ลดลงต่ำกว่าระดับ 50 เป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน สะท้อนว่าภาคธุรกิจมองว่าแนวโน้มธุรกิจปรับแย่ลงจากเดือนก่อน ซึ่งโดยปกติแล้ว PMI จะนำการส่งออกประมาณ 2-3 เดือน

ภายหลังจากการประชุม กนง. ของ ธปท. ทำให้นักลงทุนเริ่มวิตกกังวลว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ Technical Recession ในไตรมาสแรก ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อพันธบัตรไทยอย่างต่อเนื่อง กดดันให้ยิลด์พันธบัตรรัฐบาลไทยปรับลดลงตลาดทั้ง Curve โดยเฉพาะยิลด์พันธบัตรระยะยาวมากกว่า 3 ปีขึ้นไปที่ปรับลดลงมาก

รวมทั้งยิลด์ของหุ้นกู้ตลาดรอง โดยกลุ่มอายุ 36 เดือน (ความน่าเชื่อถือ AAA) ซื้อขายที่ 2.55-2.60% กลุ่มอายุ 4 ปี (ความน่าเชื่อถือ A+) ซื้อขายที่ 4.20-4.30% และกลุ่มอายุ 10 ปี (ความน่าเชื่อถือ AA) ซื้อขายที่ 4.50-4.60% และมีการประกาศขายหุ้นกู้กลุ่มธนาคาร (ความน่าเชื่อถือ A) อายุ 1 ปี 3 เดือน ปริมาณ 754 ล้านบาท เสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ โดยให้ผลตอบแทน 2.99%

ส่วนค่าเงินเยนแนวโน้มแข็งค่าขึ้น หลังปัญหาในยูเครนยังไม่คลี่คลาย จนทำให้รัฐบาลยูเครนต้องใช้กำลังในการสลายการชุมนุมของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน โดยตลาดจับตาการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันที่ 30 เม.ย.นี้ ว่าผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีการบริโภคจาก 5% เป็น 8% ตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.เป็นต้นมาจะทำให้ BOJ ต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่

ขณะที่เงินยูโรเคลื่อนไหวทรงตัวในกรอบแคบ 1.37851.3854 ก่อนจะปรับอ่อนค่าลงในช่วงปลายสัปดาห์หลังตัวเลขอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงมาที่ 0.7% จาก 1% ในเดือนก่อน ประกอบกับคำกล่าวของประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ว่า ECB อาจใช้มาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ (QE) เหมือนเฟด โดยคณะกรรมการ ECB พร้อมจะลดดอกเบี้ยนโยบายหรือแม้แต่อัดฉีดเงินเข้าระบบ เพื่อแก้ปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่ปรับลดลง แต่ยูโรโซนเป็นเศรษฐกิจแบบพึ่งพาการปล่อยสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ไม่ใช่พึ่งพาตลาดทุน เช่น สหรัฐ

ดังนั้น เราจึงมองว่า การที่ ECB ออกมากล่าวถึงการนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมมาใช้ มีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อจะลดการแข็งค่าของเงินยูโรเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท