posttoday
ขนมชั้น

ขนมชั้น

18 พฤษภาคม 2553

....สุกิจ อุดมศิริกุล

สวัสดีครับทุกท่าน สำหรับประเด็นที่ผมจะนำเสนอในสัปดาห์นี้ คือ ภาวะตลาดหุ้นและกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ ซึ่งผมมีความเห็นว่าตลาดหุ้นไทยเป็นเหมือน “ขนมชั้น” ที่เป็นเช่นนั้นเพราะตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและยังถูกกดดันจากปัจจัยภายนอกอีกด้วย

nจุดเปลี่ยน

สำหรับจุดที่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนแนวโน้มของตลาดหุ้นไทยนั้นเกิดขึ้นจากสิ่งที่ไม่เป็นไปตามคาดการณ์ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก โดยปัจจัยภายใน ได้แก่ ปัจจัยการเมืองที่มีความซับซ้อน รุนแรง และส่งผลให้มีระยะเวลายาวนานกว่าคาดการณ์ ส่วนปัจจัยต่างประเทศ ได้แก่ การที่ตลาดการเงินโลกยังคงไม่เชื่อมั่นต่อความร่วมมือของกลุ่มประเทศยุโรปที่ได้มีการจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อรองรับปัญหาหนี้ของสเปน และโปรตุเกส ทั้งนี้เนื่องจากตลาดการเงินเริ่มเปลี่ยนความกังวลไปที่แนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลในยุโรปซึ่งมีลักษณะเป็นรัฐสวัสดิการ ดังนั้นการลดการขาดดุลงบประมาณจึงมีผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของประชาชนซึ่งจะกระทบต่อการบริโภคและต่อเศรษฐกิจค่อนข้างชัดเจน ประเด็นสุดท้าย คือ ความกังวลต่อมาตรการลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งอาจกระทบให้เกิดภาวะฟองสบู่แตก ผมต้องเรียนตามตรงว่ามีนักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนชั้นนำของโลกออกมาแสดงความกังวลต่อประเด็นนี้มากขึ้น โดยความสำคัญของเศรษฐกิจจีนนั้นคงไม่ต้องบรรยายมาก เนื่องจากจีนมีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลก และมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชีย และเศรษฐกิจโลกในปี 2552

nตลาดหนี้ระยะสั้นของสหรัฐตึงตัวขึ้นเป็น

สัญญาณลบที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

วิกฤตหนี้ยุโรปล่าสุดได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหนี้ระยะสั้นของสหรัฐให้ตึงตัวมากขึ้นเป็นลำดับ ถึงแม้ว่าจะยังคงไม่รุนแรงเท่ากับช่วงที่ Lehman Brothers ล้มละลาย แต่ก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะจะมีผลกระทบเชื่อมโยงโดยตรงต่อการลงทุนในตลาดหุ้นในที่สุด หากสถานการณ์ความตึงตัวเพิ่มมากขึ้น โดยตลาดหนี้ระยะสั้นซึ่งในสหรัฐมักจะเรียกว่า Credit Markets ถือว่ามีความสำคัญมากต่อภาคธุรกิจเนื่องจากเป็นแหล่งระดมทุนระยะสั้นของบริษัทเพื่อใช้ดำเนินธุรกิจหรือการลงทุนในตลาดหุ้น ล่าสุดพบว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างธนาคารปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการสะท้อนภาพของความตึงตัวของการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากสถาบันการเงินกลับมาเพิ่มความระมัดระวัง หรือที่เคยเรียกกันว่า Credit Crunch ประเด็นต่อมา คือ การที่นักลงทุนหันไปถือครองตราสารหนี้ของรัฐบาลมากขึ้นเพื่อความปลอดภัย โดยตลาดการเงินสามารถวัดระดับความรุนแรงของทั้งสองเหตุการณ์ดังกล่าว จากดัชนีชี้วัด 2 ตัว ได้แก่ ส่วนต่างระหว่าง London interbank offered rate และ Overnight index swap ซึ่งในตลาดการเงินเรียกสั้นว่า LiborOIS spread โดยส่วนต่างดังกล่าวเพิ่มขึ้นสูงสุดตั้งแต่เดือน ส.ค. 2552 ที่ผ่านมา สำหรับดัชนีดังกล่าวเป็นตัวสะท้อนความเต็มใจในการปล่อยสินเชื่อระหว่างธนาคารพาณิชย์ โดยนำอัตราดอกเบี้ย Libor ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ใช้เป็นตัวแทนในการปล่อยสินเชื่อเทียบกับ OIS ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นต้นทุนเงินกู้ผ่านธนาคารกลางสหรัฐ ดังนั้นหาก LiborOIS spread ปรับตัวเพิ่มขึ้นจึงเป็นสัญญาณเชิงลบต่อตลาดสินเชื่อ ส่วนดัชนีที่ใช้วัดความเสี่ยง หรือความไม่มั่นใจของนักลงทุน ได้แก่ TED spread ซึ่งเป็นผลต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ย Libor และอัตราผลตอบแทนของ Tbill ซึ่งเป็นตัวแทนของสินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยง (Risk Free) โดยสถานการณ์ล่าสุดระดับของ TED spread ปรับตัวเพิ่มขึ้นแต่ส่วนต่างยังไม่รุนแรงเท่ากับวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา นักลงทุนสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของทั้งสองดัชนีได้จาก Website ที่นำเสนอข่าวต่างประเทศ หรือติดตามบทความของผมซึ่งจะมา Update ให้เวลามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

nแนวโน้มตลาดหุ้น

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นทั่วโลกและไทยในระยะนี้ คาดว่าจะเปลี่ยนจากแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) เป็นช่วงของการปรับฐาน (Consolidation) โดยดัชนีมีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีกในช่วงที่เหลือของไตรมาส 2 โดยมีโอกาสทรงตัวในไตรมาส 3 ทั้งนี้เพื่อรอความชัดเจนของแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรป และจีน ยกตัวอย่างเช่น ดัชนีดาวโจนส์ มีโอกาสปรับกรอบการเคลื่อนไหวมาอยู่บริเวณ 9,90010,000 จุด หรือลดลงจากจุดสูงสุดประมาณ 10% จากระดับ 11,000 จุด ส่วนดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ 660790 จุด โดยผมยังมีความหวังว่าดัชนีมีโอกาสดีดตัวขึ้นทดสอบ 790 จุดได้ หากการเมืองกลับเข้าสู่ความสงบ รวมถึงตลาดหุ้นทั่วโลกอาจฟื้นตัวระยะสั้น ส่วนแนวรับ 660 จุด เป็นกรณีที่วิกฤตหนี้ยุโรปลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ และเกิดภาวะฟองสบู่แตกของจีน

กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ ควรถือเงินสดเพิ่มขึ้น โดยการลดพอร์ตเมื่อราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเน้นลงทุนหุ้น Defensive และ Dividend เพื่อลดความผันผวนของราคาหุ้น และอีกบางส่วน ลงทุนเพื่อคาดหวังกำไรระยะสั้นหากตลาดฟื้นตัว ในกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี เนื่องจากประเมินว่า ราคาหุ้นยังคงต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก หุ้นเด่น ได้แก่ SCC DCC GLOW PTTEP PTTAR SPALI HMPRO RCL

nจุดสังเกตของการฟื้นตัวของตลาด

จากประสบการณ์ในการคาดการณ์ตลาดหุ้นในอดีตได้สอนผมว่า อย่ามองอะไรที่เลวร้ายหรือดีเกินไป ดังนั้นผมจึงอยากจะฝากให้นักลงทุนติดตามสัญญาณที่อาจส่งผลให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวสัก 3 ข้อ คือ

1) ปัจจัยที่มีผลระยะสั้นที่สุดที่ไม่นับปัจจัยการเมืองนั้น นักลงทุนต้องมีความเชื่อว่าวิกฤตยุโรปจะไม่กระทบต่อภูมิภาคอื่น หรือประเมินว่า ค่าเงินยูโรอ่อนค่าถึงจุดต่ำสุดแล้ว ซึ่งล่าสุดตลาดอัตราแลกเปลี่ยนประเมินไว้ที่ 1.151.20 เหรียญสหรัฐต่อยูโร ดังนั้นหากนักลงทุนเห็นว่าค่าเงินยูโรบริเวณดังกล่าวเป็นระดับที่เหมาะสมก็จะเป็นการส่งสัญญาณว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐมีโอกาสอ่อนตัวลง สินทรัพย์เสี่ยง ได้แก่ ตลาดหุ้น และราคาน้ำมัน ก็มีโอกาสฟื้นตัว ส่วนทองคำ ก็จะมีแนวโน้มปรับตัวลงเช่นกัน

2) หากนักลงทุนเชื่อมั่นว่าจีนจะไม่เกิดภาวะฟองสบู่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องระยะยาวที่ต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ระยะสั้นตลาดการเงินจะให้ความสำคัญกับตัวเลขเศรษฐกิจ และนโยบายของจีน โดยเฉพาะตัวเลขราคาอสังหาริมทรัพย์ของจีน

3) ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2553 ซึ่งจะประกาศช่วงเดือน ก.ค.ส.ค. 2553 หากออกมาดีกว่าที่คาดการณ์จะเป็นการเปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนต่อความกังวลว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว จากวิกฤตหนี้ยุโรป โดยนักลงทุนต้องเข้าใจว่าตัวเลขผลประกอบการจะเป็นข้อมูลที่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจในระดับธุรกิจได้ดีและเร็วกว่าตัวเลขเศรษฐกิจโดยภาพรวม

nภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 1/2553

ดีเกินคาด แต่มีแนวโน้มปรับลดประมาณ

การปี 2553 เล็กน้อย

การประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2553 ที่เพิ่งจะสิ้นสุดไปในสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจจะถูกตลาดละเลยไปบ้าง เนื่องจากปัจจัยความรุนแรงทางการเมืองบดบังไปหมด ดังนั้นผมจึงอยากจะสรุปเพื่อให้เห็นภาพรวมว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี อาหาร เกษตร ส่วนที่มีผลการดำเนินงานตามคาดการณ์ ได้แก่ ค้าปลีก วัสดุก่อสร้าง ธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองโดยตรง เช่น โรงแรม การบิน นั้นคงต้องรอประเมินสถานการณ์อีกสักระยะ แต่ที่แน่ๆ คือ การฟื้นตัวคาดว่าจะช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ และต้นทุนในการฟื้นฟูคาดก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากเดิมเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลโดยนายกฯ ตัดสินใจว่าจะยังไม่เลือกตั้งในเดือน พ.ย. 2553 ก็น่าจะมีความหวังว่ารัฐบาลจะสามารถช่วยเหลือฟื้นฟูธุรกิจได้อย่างเต็มที่

สำหรับภาพรวมของผลการดำเนินงานปี 2553 นั้น ผมประเมินว่ามีโอกาสลดลงจากประมาณการเดิมประมาณ 5% อย่างที่ได้เคยคาดการณ์ จากผลกระทบของปัจจัยการเมือง เนื่องจากธุรกิจหลัก ได้แก่ พลังงาน คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองไม่มาก อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามเพิ่ม คือ ภาวะภัยแล้ง ที่อาจกระทบต่อผลผลิตของภาคเกษตร ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อ แต่อาจส่งผลให้ราคาปรับตัวขึ้น ทั้งนี้อยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบอย่างแท้จริงอีกครั้ง ดังนั้น โดยสรุปแล้วคาดว่าผลประกอบการปี 2553 มีโอกาสที่กำไรสุทธิต่อหุ้นจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 63 บาทต่อหุ้น จากประมาณการเดิมที่ 66 บาทต่อหุ้น

สำหรับภาพรวมของผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2553 ของกลุ่มพลังงาน พบว่ากลุ่มน้ำมันต้นน้ำมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 154% yoy กลุ่มโรงกลั่นลดลง 14% yoy แต่ฟื้นตัว 170% qoq ซึ่งถือว่าดีกว่าคาด กลุ่มโรงไฟฟ้า เพิ่มขึ้น 14% yoy ถ่านหินลดลง 43% yoy ส่วนปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น 236% yoy

ดังนั้น จึงส่งผลให้ SCRI ยังคงคาดการณ์ว่า ปี 2553 กลุ่มที่มีการเติบโตสูงยังคงอยู่ในกลุ่มน้ำมันต้นน้ำ รองลงมา ได้แก่ ปิโตรเคมี ทั้งนี้แม้จะมีการปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้นในช่วงก่อนหน้า (จากการปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดูไบปี 2553 เป็น 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล) แต่ประมาณการกำไรทั้งปีของกลุ่มน้ำมันต้นน้ำที่ประเมินไว้ไม่ได้ Aggressive มาก โดยกำไรในไตรมาส 1/2553 ทำได้แล้วราว 2530% ของประมาณการกำไรทั้งปี ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมีอยู่ที่ 2534% ของประมาณการกำไรทั้งปี

สำหรับการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก โดย WTI มาอยู่ที่ 75 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ราคาตลาด NYMEX ล่วงหน้าเดือน มิ.ย. อยู่ที่ 71.6 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ราคาน้ำมันดิบดูไบซึ่งเป็นราคาที่ใช้อ้างอิงในการทำประมาณการกำไรปัจจุบันอยู่ในระดับสูงกว่า WTI โดยอยู่ที่ 79 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งยังคงใกล้เคียงกับประมาณการที่ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากอุปสงค์ในเอเชียที่แข็งแกร่งกว่าภูมิภาคอื่น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท