posttoday
Yield Curve กลับมาปรับตัวลดลงอีกครั้ง

Yield Curve กลับมาปรับตัวลดลงอีกครั้ง

18 พฤษภาคม 2553

....สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (10–14 พ.ค. 2553) มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 3,157,494.91 ล้านบาท และมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 631,498.98 ล้านบาท ทั้งนี้จากข้อมูลตลอดทั้งสัปดาห์ พบว่ามูลค่าการซื้อขายโดยรวมทั้งหมดสามารถแบ่งเป็นมูลค่าการซื้อขายแบบ Outright ที่ 325,082.12 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10.30% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ทั้งนี้มูลค่าการซื้อขายแบบ Outright เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วนั้น พบว่า พันธบัตรองค์กรภาครัฐ (State Agency Bond) มีปริมาณการซื้อขายเท่ากับ 263,530.31 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 81.07% เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 60.80% ตามมาด้วย พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 39,890.54 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 12.27% เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 72.60% ต่อมาเป็น ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 18,228.00 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.61% เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 131.77% ทางด้าน หุ้นกู้เอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 2,494.82 ล้านบาท และ พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State Owned Enterprise Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 68.40 ล้านบาท

สำหรับตราสารหนี้ที่มีปริมาณการซื้อขายแบบ Outright สูงสุดเป็น 3 อันดับแรก เมื่อแบ่งตามประเภทของตราสารหนี้มีดังต่อไปนี้คือ ในส่วนของ พันธบัตรรัฐบาล คือ รุ่น LB155A, LB145B และ LB157A มีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 11,703.71 ล้านบาท 8,181.02 ล้านบาท และ 3,999.62 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วน พันธบัตรรัฐวิสาหกิจและพันธบัตรองค์กรภาครัฐปริมาณการซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือ พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่น CB10531A, CB10601A และ CB10610C มูลค่า 71,486.91 ล้านบาท 29,979.84 ล้านบาท และ 20,601.28 ล้านบาท ตามลำดับ

สำหรับ หุ้นกู้ภาคเอกชน นั้น ปริมาณการซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือหุ้นกู้ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY113A (AA)) มูลค่าการซื้อขาย 453.54 ล้านบาท ถัดมาคือหุ้นกู้ของบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ134A (A)) มูลค่าการซื้อขาย 417.43 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) (TLT112A (AAA)) มูลค่าการซื้อขาย 378.13 ล้านบาท ตามลำดับ

การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล กลับมาปรับตัวลดลงอีกครั้ง โดยสามารถสรุปการเคลื่อนไหวของแต่ละช่วงอายุพันธบัตรรัฐบาลได้ดังนี้ คือ พันธบัตรอายุคงเหลือ 1 ถึง 6 เดือน อัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงประมาณ 1 bp. พันธบัตรระยะสั้นอายุ 1 ถึง 3 ปี อัตราผลตอบแทนปรับตัวขึ้นลงอยู่ระหว่าง 7 ถึง +1 bp. สำหรับพันธบัตรระยะกลาง 5 ถึง 10 ปี อัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงอยู่ระหว่าง 8 ถึง 13 bp. และระยะยาวมากกว่า 10 ปี อัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงอยู่ระหว่าง 4 ถึง 6 bp.

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ