posttoday
โฟกัสอุตฯ หนังลาวส่องโมเดลลงขันปั้นเรื่อง

โฟกัสอุตฯ หนังลาวส่องโมเดลลงขันปั้นเรื่อง

25 เมษายน 2557

หากไม่นับรวมหนังที่รัฐบาลลาวสร้างเพื่อปลุกกระแสรักชาติก่อนหน้านี้ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของลาวถือว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เพราะประเทศเพิ่งฟื้นจากภาวะสงครามไม่นาน

หากไม่นับรวมหนังที่รัฐบาลลาวสร้างเพื่อปลุกกระแสรักชาติก่อนหน้านี้ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของลาวถือว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เพราะประเทศเพิ่งฟื้นจากภาวะสงครามไม่นาน

หนังลาวยุคใหม่เริ่มต้นจากความร่วมมือกับเพื่อนบ้าน ทั้งในแง่เงินทุนและบุคลากร เช่น เรื่องสะบายดี หลวงพระบาง ที่ร่วมมือกับไทย แต่ขณะนี้มีหนังลาวขนานแท้เพิ่มขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่มีความตั้งใจที่จะทำหนังลาวเพื่อคนลาว

อานีไซ แก้วลา ผู้กำกับและนักเขียนบทชาวลาว ซึ่งมาเข้าร่วมเวิร์กช็อปในโครงการพัฒนานักเขียนบทอาเซียน ที่จัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม เล่าว่า ปัจจุบันคนลาวรุ่นใหม่สนใจที่จะทำหนังมากขึ้น โดยหนังลาวแท้ๆ เริ่มมีมากขึ้นตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา เพราะเป็นยุคที่เทคโนโลยีเกี่ยวกับภาพยนตร์มีราคาถูกลง เอื้อให้คนทำหนังผลิตผลงานได้ง่ายขึ้น

ก่อนหน้านี้ เขาเคยทำหนังเรื่องปลายทาง และประสบความสำเร็จได้ไปฉายเทศกาลหนังในต่างประเทศ ซึ่งมีส่วนผลักดันให้คนทำหนังรุ่นใหม่ในลาวกล้าลุกขึ้นมาทำหนัง แม้จะไม่ได้มีทุนรอนมากมาย

“เพราะเรื่องปลายทางใช้โมเดลแบบโฮมเมด ไม่อาศัยนายทุน คนทำหนังอยากทำ ก็ลุกขึ้นมาทำเลย แล้วค่อยหาความช่วยเหลือเท่าที่ได้ เช่น หาสปอนเซอร์ข้าวกล่องจากร้านอาหาร ขอยืมอุปกรณ์จากบริษัทโปรดักชั่นต่างๆ แลกกับการโฆษณาในหนัง”

อาจเรียกได้ว่า โมเดลนี้เป็นการกรุยทางเส้นใหม่ให้คนทำหนัง โดยไม่ต้องรอเงินทุนก้อนโตมาสร้าง แต่โมเดลแบบนี้ไม่ยั่งยืน เป็นเหมือนงานพิสูจน์ตัวเอง และเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวตั้งกลุ่ม “ลาว นิวเวฟ ซีเนมา” ซึ่งมีผลงานเรื่องฮักอ่ำหล่ำ หนังตลกที่ทำเงินในลาว และเข้าฉายในเมืองไทย

น่าสนใจว่า ลาว นิวเวฟ เป็นการรวมตัวของกลุ่มคนรุ่นใหม่ 10 คน ทั้งคนลาวและคนฝรั่งเศสที่เข้าไปทำงานในลาว บริษัทพยายามจะทำหนังออกมาทุกๆ ปี โดยใช้โมเดลหาเงินจากแหล่งอื่นมาผลิตหนัง ทั้งรับจ้างทำโฆษณา สารคดี คอร์ปอเรตวิดีโอ รวมทั้งต้องหาสปอนเซอร์จากบริษัทเอกชนร่วมด้วย แม้จะเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม

โมเดลของลาว นิวเวฟ มี 2 แบบ คือ 1.สร้างหนังโดยกำหนดว่าจะต้องมีเงินเท่าไร และ 2.มีเงินเท่าไรก็ทำเท่านั้น ซึ่งเน้นตลาดในบ้าน เช่น โครงการเวียงจันทน์ อิน เลิฟ ที่รวมหนังสั้นหลายๆ เรื่อง ภายใต้ธีมรักเวียงจันทน์ ทีมโปรดิวเซอร์ก็ช่วยหาเงินจากสปอนเซอร์มาได้ 2 แสนบาท และพยายามประหยัดที่สุด พนักงานในบริษัทก็ไม่คิดค่าตัว ไม่อย่างนั้นก็จะไม่ได้ทำ หรือหากลงทุนมากกว่านี้ โอกาสที่จะได้ทุนคืนก็น้อย เพราะตลาดลาวไม่ใหญ่

“หนังเรื่องหนึ่งๆ ที่ออกฉายในลาวทำรายได้เฉลี่ยประมาณ 3 แสนบาท หากหนังได้รับความนิยมมากก็อาจได้มากกว่านั้น อย่างเรื่องฮักอ่ำหล่ำก็น่าจะแตะหลักล้าน ปัญหาคือตลาดเล็ก ประชากรลาวแค่ 6 ล้านคน เพราะสปอนเซอร์ไม่กล้าควัก ก็ไม่เอื้อต่อคนทำหนัง ขณะที่โรงหนังเชิงพาณิชย์ก็มีแค่ 2 แห่ง ที่เวียงจันทน์และปากเซ”

นอกจากนี้ กลุ่มคนทำหนังยังต้องหาโมเดลทำเงินใหม่ๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น เช่าพื้นที่หอวัฒนธรรมเพื่อเปิดฉายหนัง แทนที่จะรอรายได้จากการเข้าฉายในโรงเพียงอย่างเดียว หรือส่งฉายในรูปแบบหนังกลางแปลงร่วมด้วย

ปัจจุบัน เริ่มมีคนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาทำหนังลาวมากขึ้น ทั้งหนังสั้น หนังสารคดี ซึ่งก็พยายามรวมกลุ่มให้เข้มแข็งขึ้น ใครต้องการอะไรก็ช่วยเหลือกันไป

อานีไซ มองว่า อุตสาหกรรมหนังลาวน่าจะค่อยๆ พัฒนา คงไม่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วนัก เพราะยังมีกำลังซื้อไม่มาก ยังต้องอาศัยเวลาเพื่อสร้างวัฒนธรรมการเสพหนังของคนลาว ซึ่งถูกสงครามทำลายไป 1 ชั่วอายุคน ขณะนี้คนลาวยังไม่ค่อยออกมาซื้อตั๋วดูหนัง ยกเว้นในเวียงจันทน์ที่คุ้นเคยมากขึ้นแล้ว

สำหรับการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ไม่น่าส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในลาว เนื่องจากมีบริษัทขนาดใหญ่ไม่กี่แห่งที่มีเงินจ้างบริษัทจากประเทศเพื่อนบ้านมาทำโฆษณา ส่วนใหญ่มีทุนน้อย ขณะเดียวกันผู้ผลิตจากไทยหรือสิงคโปร์คงไม่อยากเข้าไปแข่งในตลาดลาว เพราะเม็ดเงินไม่คุ้ม

ประชาคมอาเซียนน่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนชนชั้นนายทุน รวมถึงแรงงานมีฝีมือจะมีโอกาสมากขึ้น แต่ประโยชน์จะตกถึงคนชั้นแรงงานมากแค่ไหน ก็ยังไม่มีใครตอบได้ ซึ่งก็จะทำให้คนลาวต้องเร่งพัฒนาตัวเอง

ล่าสุด อานีไซกำลังเขียนบทหนังเรื่อง “อีกฝั่งหนึ่ง” (On the Other Side) ที่ได้รับคัดเลือกเข้ามาร่วมเวิร์กช็อปในโครงการพัฒนานักเขียนบทอาเซียน โดยต้องการสะท้อนถึงอคติที่ฝังอยู่ลึกๆ ของคนไทยและลาว โยนประเด็นให้คนสองฝั่งได้เรียนรู้และทลายกำแพงอคติเหล่านั้น ไม่จำเป็นว่าดูหนังแล้วคนไทยคนลาวจะรักกัน แค่กระตุกให้คนนำไปคิดต่อก็พอแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์