
BCP-ไบโอดีเซล
ผลจากการที่กรมธุรกิจพลังงานจะทำการปรับเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล (B100) ในน้ำมันดีเซลเป็น 7% จาก 3.5% เพื่อรองรับผลผลิตปาล์มที่เริ่มเข้าสู่ตลาดมากขึ้น เป็นผลบวกต่อผู้ประกอบการไบโอดีเซล คือ บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) และบริษัท เอไอ เอนเนอร์จี (AIE)
ผลจากการที่กรมธุรกิจพลังงานจะทำการปรับเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล (B100) ในน้ำมันดีเซลเป็น 7% จาก 3.5% เพื่อรองรับผลผลิตปาล์มที่เริ่มเข้าสู่ตลาดมากขึ้น เป็นผลบวกต่อผู้ประกอบการไบโอดีเซล คือ บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) และบริษัท เอไอ เอนเนอร์จี (AIE)
ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการประกาศบังคับใช้ได้ในช่วงต้นเดือน พ.ค. 2557 ที่จะช่วยดูดซับน้ำมันปาล์มส่วนเกินที่เหลือจากการบริโภคได้ประมาณ 8 หมื่นตันต่อเดือน และช่วยยกระดับราคาปาล์มน้ำมัน
แต่ในขณะนี้ผลผลิตปาล์มได้เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูกาลแล้ว จึงทำให้มีผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้คาดการณ์ว่าเดือน เม.ย. 2557 จะมีผลผลิตออกมามากกว่า 1 ล้านตัน และผลผลิตจะออกมาสูงสุดประมาณเดือน พ.ค.มิ.ย. ซึ่งจะทำให้ปริมาณปาล์มน้ำมันเหลือเกินความต้องการใช้ในประเทศ ทำให้ภาครัฐต้องมีการปรับเพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มในภาคขนส่งมากขึ้น
ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวน 3 ราย ได้แก่ EA (สัดส่วนกำไรจากธุรกิจไบโอดีเซล 9%) AIE (สัดส่วนกำไรจากธุรกิจไบโอดีเซล 60%) และ BCP (สัดส่วนกำไรจากธุรกิจไบโอดีเซล 5%) โดยมีกำลังการผลิตในปัจจุบันอยู่ที่ 8, 4 และ 3.5 แสนลิตรต่อวัน ตามลำดับ จากจำนวนผู้ผลิตไบโอดีเซล (B100) ที่ได้รับความเห็นชอบจากกรมธุรกิจพลังงานทั้งหมด 12 ราย คิดเป็นกำลังการผลิตทั้งสิ้น 4.95 ล้านลิตรต่อวัน
แต่ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมาการเดินเครื่องของผู้ผลิตบางรายอาจทำให้ได้ไม่เต็มที่ หรือบางช่วงเวลาอาจต้องมีการปิดตัวลงชั่วคราวเพราะปัญหาทางด้านวัตถุดิบ จึงทำให้ผลผลิตไบโอดีเซลที่ออกสู่ตลาดในปัจจุบันยังคงใกล้เคียงกับความต้องการใช้ที่เกิดขึ้นที่ราว 2.5 ล้านลิตรต่อวันจากปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศที่ 5055 ล้านลิตรต่อวัน และคาดว่าเมื่อมีการปรับสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลเป็น B7 จะส่งผลให้ความต้องการน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นกว่า 3.5 ล้านลิตรต่อวัน
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยได้รวมอัตราการเติบโตของปริมาณขายไบโอดีเซลสะท้อนการปรับเพิ่มเป็น B7 ไว้ในประมาณการ โดยในเบื้องต้นส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจไบโอดีเซลของ AIE, EA และ BCP จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 24% 3.6% และ 2% จากปี 2556 แต่ในส่วนของ BCP คาดจะได้รับผลบวกเพิ่มขึ้นหลังจากโรงงานไบโอดีเซลโรงที่ 2 กำลังการผลิต 4.5 แสนลิตรต่อวัน แล้วเสร็จในงวดไตรมาส 3 ปี 2557 เพราะจะทำให้กำลังการผลิตไบโอดีเซลรวมของ BCP เพิ่มเป็น 8.1 แสนลิตรต่อวัน ขึ้นเป็นอันดับ 2 ของผู้ผลิตไบโอดีเซลรายใหญ่ในประเทศไทย
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส แนะนำซื้อ BCP และถือ EA, AIE เพราะคาดว่าประเด็นดังกล่าวจะส่งผลบวกต่อราคาหุ้นในกลุ่มไบโอดีเซล โดยราคาที่เหมาะสม BCP 36 บาท EA มูลค่าที่เหมาะสม 4.20 บาท และ AIE 4 บาท
นักวิเคราะห์ บล.เคเคเทรด ให้น้ำหนักการลงทุนใน BCP มากสุดในกลุ่มโรงกลั่น โดยเชื่อว่ากำไรสุทธิไตรมาสแรก ปี 2557 จะได้รับประโยชน์จากค่าการกลั่นที่ปรับเพิ่มและไม่มีปัจจัยลบจากส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ลดลง ทำให้ราคาหุ้นปรับเพิ่มกว่า 15% ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา
ขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2557 ที่มีโอกาสปรับตัวลดลงจากแผนการหยุดซ่อมบำรุง รวมทั้งราคาจะเพิ่มขึ้นน้อย ดังนั้นจึงแนะนำเพียงการ “ซื้อเก็งกำไร” จากการฟื้นตัวของกำไรสุทธิไตรมาสแรก ปี 2557 และโครงการโซลาร์ ฟาร์ม เฟส 3 ที่เดินเครื่องเร็วกว่ากำหนด
นอกจากนั้นยังคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2557 ของ BCP มีโอกาสอ่อนตัวลดลง จากการหยุดซ่อมหน่วยกลั่นตามแผนเป็นเวลา 46 วัน ซึ่งจะทำให้กำลังการกลั่นลดลงมาอยู่ที่ 5.5 หมื่นบาร์เรล จาก 9.8 หมื่นบาร์เรลต่อวันในไตรมาสแรก ปี 2557 ทั้งนี้ BCP จะมีรายได้จากเงินประกันราว 500 ล้านบาท เข้ามาช่วยชดเชยได้บางส่วน
โดยกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2557 ที่ลดลงไม่กระทบประมาณการกำไรสุทธิ ปี 2557 เนื่องจากเป็นแผนที่ประกาศไว้ก่อนหน้า ซึ่งคาดว่ากำลังการกลั่นปี 2557 จะลดลง 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2557 ไว้ที่ 3,900 ล้านบาท ลดลง 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน







