
เปิดรายงาน กนง.ศก.เจอบ่วง "ติดลบ" ซ้อน
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา เสียงส่วนใหญ่เป็นไปทิศทางเดียวกันในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% ด้วยมติ 6 ต่อ 1 โดยกรรมการ 1 ราย ให้ลดดอกเบี้ยลง 0.25%
อย่างไรก็ตาม รายงานประเมินภาวะเศรษฐกิจทำให้เห็นภาพว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับเศรษฐกิจรายไตรมาสที่ติดลบต่อเนื่อง 2 ไตรมาส ขณะที่อัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ (อัตราดอกเบี้ยหักลบเงินเฟ้อพื้นฐาน)
ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง. ระบุว่า ที่ประชุมประเมินเบื้องต้นว่าเศรษฐกิจไตรมาสแรกปีนี้น่าจะติดลบเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และติดลบต่อเนื่องถึงไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปีนี้ แต่เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากการใช้จ่ายและการลงทุนและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยหลักไม่ได้มาจากต้นทุนการเงิน แต่เกิดจากผลกระทบทางการเมือง
“นโยบายการเงินในปัจจุบันจึงยังผ่อนคลายเพียงพอที่จะสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการใช้จ่าย การลงทุนในประเทศ” ไพบูลย์ ระบุ
นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายระดับ 2% ได้ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่อัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ (อัตราดอกเบี้ยที่หักด้วยเงินเฟ้อพื้นฐาน) ขณะที่ไทยแตกต่างจากยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น ที่จำเป็นต้องใช้ดอกเบี้ยในการดูแลเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ หากคำนวณจากดอกเบี้ยนโยบายที่ 2% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานเดือน มี.ค. อยู่ที่ 2.11% เท่ากับว่าอัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบแล้ว 0.11%
ไพบูลย์ ระบุว่า ไม่มีใครตอบได้ว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยขณะนี้พ้นจุดต่ำสุดหรือยัง เพราะมีปัจจัยความไม่แน่นอนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภค ที่บอกไม่ได้ว่าในอนาคตจะปรับตัวอย่างไร เพราะขึ้นกับการคลี่คลายของสถานการณ์การเมือง แต่ที่มั่นใจได้คือเศรษฐกิจโลกมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจประเทศหลักๆ ที่น่าจะช่วยสนับสนุนการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยให้ดีขึ้น
ทั้งนี้ เอกสารรายงานของ กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้มีแนวโน้มหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ จากอุปสงค์ในประเทศ การลงทุนภาคเอกชน และการท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น จากความไม่แน่นอนทางการเมือง การส่งออกสินค้าค่อยๆ ฟื้นตัว แต่ไม่สามารถชดเชยการหดตัวได้ในระยะต่อไป การฟื้นตัวของเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านการเมืองเป็นสำคัญ
เอกสาร กนง. ยังคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ตํ่ากว่าประมาณการเดิมที่ 2.7% และมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากภาคการส่งออก ส่วนแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า มติ กนง.เป็นไปตามที่คาด เพราะเสถียรภาพทางการเงินไม่น่าห่วง เงินเฟ้อไม่สูง และเงินไหลออกไม่รุนแรงจนกระทบค่าเงินบาท
“การลดดอกเบี้ย 2 ครั้งติดต่อกันแสดงว่าเศรษฐกิจต้องย่ำแย่มาก ซึ่งยังไม่ถึงขนาดนั้น และการลดดอกเบี้ยอาจทำให้เกิดปัญหาตามมา เพราะตัวเลขหนี้ครัวเรือนยังขยับขึ้น” เชาว์ กล่าว
ขณะที่ เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อํานวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า มติครั้งนี้เห็นชัดว่า กนง.แยกภาวะเศรษฐกิจออกจากเรื่องการเงิน เพราะระบบการเงินไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการใช้จ่าย นโยบายการเงินไม่ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจหากการเมืองยังไม่นิ่ง
“เรายังมีมุมมองเดิมว่า กนง.จะคงดอกเบี้ย 2% ถึงปลายปีนี้” เบญจรงค์ กล่าว
ด้านศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เชื่อว่าดอกเบี้ยยังสามารถลดลงได้อีก เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและลดภาระการเงินของภาคเอกชน ในภาวะความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีแนวโน้มยืดเยื้อถึงปลายปีนี้ เนื่องจากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจทั้งหนี้ครัวเรือนและเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่สามารถรับมือได้ จากการที่ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อและเงินเฟ้อไม่สูงนักเมื่อเทียบกับในอดีต







