
คาดดอกเบี้ยทรงตัว
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันที่ 23 มี.ค.นี้ ตลาดการเงินคาดว่าจะยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% ต่อไป หลังจากลดลงไปแล้ว 0.25% ในปีนี้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อในประเทศเริ่มกระเตื้อง
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันที่ 23 มี.ค.นี้ ตลาดการเงินคาดว่าจะยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% ต่อไป หลังจากลดลงไปแล้ว 0.25% ในปีนี้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อในประเทศเริ่มกระเตื้อง
ล่าสุด อัตราเงินเฟ้อเดือน มี.ค. อยู่ที่ 2.11% ทำให้อัตราดอกเบี้ยสุทธิติดลบ 0.11% และมีแนวโน้มที่อัตราเงินเฟ้อจะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาพลังงานที่มีแนวโน้มขยับขึ้นตามเศรษฐกิจโลก ล่าสุดราคาน้ำมันดิบดูไบกระเตื้องขึ้นมาอยู่ที่ 106.49 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดที่ 101.75 เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา และคาดว่าราคาเนื้อสัตว์ (หมูและไก่) น่าจะเริ่มขยับขึ้นเนื่องจากใกล้ฤดูกาลเปิดเทอม จึงคาดว่าดอกเบี้ยน่าจะมีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นน้อย ดังนั้นดัชนีหุ้นถ้าจะเพิ่มขึ้นจะมาจากเงินทุนไหลเข้าเป็นหลัก
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า ผลกำไรบริษัทจดทะเบียนไตรมาสแรกปีนี้ออกมาดีกว่าคาด นำโดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เพราะมีการตั้งสำรองหนี้น้อยกว่าคาดเนื่องจากมีการตั้งสำรองไปเป็นจำนวนมากในงวดไตรมาส 4 ปี 2556
อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรจะชะลอตัวในไตรมาส 2 จากสถานการณ์การเมืองฉุดเศรษฐกิจให้เติบโตในอัตรา 2% และทำให้ยอดการปล่อยสินเชื่อชะลอตัวจากที่เคยเติบโตเป็นเลขสองหลักหรือ 12% ปี 2556 ลงมาเหลือ 78% ในปีนี้ และยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) น่าจะขยับสูงขึ้นทำให้การตั้งสำรองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้กำไรสุทธิกลุ่มธนาคารเติบโตน้อยมากคือ 8% เทียบกับตลาดที่เติบโต 12%
หลังจากนี้คาดว่าจะมีการทยอยประกาศผลการดำเนินงานของกลุ่มที่มิใช่สถาบันการเงิน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่อิงเศรษฐกิจในประเทศน่าจะไม่ดีเทียบไตรมาส 4 ปี 2556 ส่วนหนึ่งเป็นผลของฤดูกาล และยังได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองในประเทศ







