posttoday
กำไรก็สำคัญ แต่สภาพคล่องสำคัญกว่า

กำไรก็สำคัญ แต่สภาพคล่องสำคัญกว่า

23 เมษายน 2557

หลายครั้งที่เราเห็นธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กๆ ที่หลายคนอาจจะหนีจากงานประจำ เพื่อไปเดินตามความฝันของตัวเอง ดูแล้วน่าจะเป็นธุรกิจที่ดี ไอเดียดี ตลาดก็มี แต่ทำไมท้ายสุดต้องปิดกิจการต้องหยุดความฝันไว้แค่นั้น เพราะหลายคนตอนลงมือทำ อาจมุ่งเน้นเรื่องกำไรเกินไปจนหลงลืมเรื่องสภาพคล่อง ท้ายสุดธุรกิจขาดสภาพคล่องก็เลยไปต่อไม่ได้

หลายครั้งที่เราเห็นธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กๆ ที่หลายคนอาจจะหนีจากงานประจำ เพื่อไปเดินตามความฝันของตัวเอง ดูแล้วน่าจะเป็นธุรกิจที่ดี ไอเดียดี ตลาดก็มี แต่ทำไมท้ายสุดต้องปิดกิจการต้องหยุดความฝันไว้แค่นั้น เพราะหลายคนตอนลงมือทำ อาจมุ่งเน้นเรื่องกำไรเกินไปจนหลงลืมเรื่องสภาพคล่อง ท้ายสุดธุรกิจขาดสภาพคล่องก็เลยไปต่อไม่ได้

อย่าลืมนะครับ สภาพคล่อง คือ ลมหายใจของธุรกิจ ไม่ใช่กำไรนะครับ วันนี้ผมเลยจะมาเล่าเรื่องการจัดการสภาพคล่องของธุรกิจ และความผิดพลาดต่างๆ ที่ทำให้ฝันของหลายๆ คนไปได้ไม่ไกล

สภาพคล่อง ก็คือ เงินสดที่เหลืออยู่ในธุรกิจ (เคยสังเกตไหม เวลาไปขอกู้เงินกับธนาคาร เขามักจะขอดูประมาณการกระแสเงินสดกันทั้งนั้น ก็เพราะมันเป็นเรื่องความเป็นความตายของธุรกิจไงครับ) จำได้ว่าตอนเรียนหนังสือ วิชา Financial Management หัวข้อการทำประมาณการกระแสเงินสดสุทธิ เป็นเรื่องที่ยากที่สุด ตอนสอบข้อนี้คะแนนก็เยอะที่สุด แต่วันนี้ผมมาเล่าแบบง่ายๆ นะครับ

ธุรกิจจะมีสภาพคล่องหรือเงินสดในธุรกิจได้โดยการขายของแล้วได้เงิน หรือเจ้าของควักเงินทุนใส่เข้ามาเพิ่ม หรือไปกู้เงินเขามา บางบริษัทขาดทุนแต่ทำไมยังทำธุรกิจต่อได้ เพราะตราบใดที่เจ้าของใส่เงินตัวเองเพิ่มเข้ามา หรืออาจจะมีภาพพจน์ดี สามารถสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนหรือสถาบันการเงินปล่อยกู้เข้ามาในธุรกิจได้ ก็ยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เพื่อรอโอกาสที่ธุรกิจสามารถทำกำไรได้ด้วยตัวมันเอง

ในทางกลับกันบางธุรกิจมีกำไร แต่เป็นกำไรทางบัญชี อย่าลืมนะครับเรามักใช้หลักการบัญชีแบบค้างจ่ายในการทำบัญชีของบริษัท ไม่ได้ใช้หลักเงินสด ดังนั้น การที่งบการเงินแสดงผลกำไรนั้น ไม่ได้หมายความว่าบริษัทมีสภาพคล่องนะครับ เพราะหากขายเป็นเงินเชื่อทั้งหมด แถมระยะเวลาที่ให้ลูกหนี้ก็แสนนาน บริษัทอาจเจอปัญหาสภาพคล่อง กล่าวคือไม่มีเงินสดเข้าบริษัทเพียงพอที่จะไปจ่ายค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินสด ธุรกิจก็อาจไปต่อไม่ได้

บางคนทำธุรกิจโดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าธุรกิจที่ทำอยู่นั้นมันกำไรหรือขาดทุน เพราะเอาเงินของธุรกิจและเงินส่วนตัวมาปนกัน แล้วก็พยายามหมุนเงินในบัญชีไปเรื่อยๆ ช่วงไหนเงินตึงก็วิ่งเอาเช็คไปแลกมา หรือไม่ก็เปียแชร์มา ช่วงไหนเงินเหลือเยอะก็ดึงเอาบางส่วนไปใช้จ่ายส่วนตัว สิ้นปีถึงค่อยรวบรวมบิลต่างๆ ไปให้สำนักงานบัญชีช่วยทำบัญชี ตราบใดที่เขายังหมุนเงินได้ทันธุรกิจก็ยังดำเนินต่อไปได้ เพราะหลายคนชอบลืมว่าเงินที่เอาไปนั้นเป็นเงินหมุนของกิจการ แต่ชอบคิดเสมือนว่าเงินนั้นเป็นกำไรของธุรกิจ

ทุกธุรกิจแบ่งออกได้ 2 ช่วงหลักๆ คือ ช่วงเริ่มต้น กับช่วงอยู่ตัว ช่วงเริ่มต้น จุดมุ่งหมายของธุรกิจยังไม่ใช่กำไรนะครับ แต่เป็นเรื่องสภาพคล่อง เพราะเป็นช่วงที่ยังลองผิดลองถูกอยู่ ยังไม่มีฐานลูกค้าที่แน่นอน หรือหลายๆ ธุรกิจเป็นธุรกิจที่ดูดีมาก ไอเดียดี สร้างความแตกต่างในตลาด เป็นธุรกิจที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่บางครั้งการที่มีอะไรใหม่เร็วไปหน่อย ผู้บริโภคอาจจะยังปรับตัวไม่ทัน ก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ ณ ตอนนั้นก็ได้ ดังนั้น จึงต้องพยายามรักษาสภาพคล่องไว้ เพื่อให้ธุรกิจอยู่ได้นานที่สุด เพราะจะได้อยู่ถึงตอนที่สามารถเก็บเกี่ยวผลตอบแทนได้

ช่วงที่สอง คือ ช่วงที่อยู่ตัวแล้ว คือ ชัดเจนแล้วว่าธุรกิจเราจะเป็นอะไรแน่ มีฐานลูกค้าหลักพอสมควร เป้าหมายหลักถึงค่อยเปลี่ยนไปจากที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะอยู่รอดได้ ไปเป็นทำอย่างไรจึงจะขยายตัวเจริญรุ่งเรืองต่อไป ช่วงนี้จึงค่อยมุ่งไปที่ผลกำไรมากกว่าสภาพคล่อง

ดังนั้น การจะเริ่มต้นทำธุรกิจอะไรสักอย่าง เราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า ธุรกิจนั้นต้องใช้เงินทุนเริ่มต้นเท่าไร อันนี้สำคัญมาก เงินทุนเริ่มต้นก็แบ่งได้ 2 ส่วนหลักๆ ส่วนที่หนึ่ง คือ เงินที่ต้องใช้ในการซื้อสินทรัพย์ต่างๆ ที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจ เช่น อาคาร เครื่องจักร โกดัง อีกส่วนหนึ่งก็คือ เงินที่ใช้สำหรับหมุนเวียนในกิจการ เงินที่ต้องใช้ซื้อวัตถุดิบมาผลิต หรือซื้อของมาสต๊อคไว้ เงินสดที่ต้องสำรองไว้ระหว่างที่ยังเก็บเงินจากลูกหนี้ไม่ได้ เพราะเรามีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้เจ้าหนี้ต่างๆ และค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินสด

สิ่งที่มักจะพลาด คือ ไม่เข้าใจว่าธุรกิจจำเป็นต้องมีเงินทุนส่วนหนึ่งไว้หมุนเวียนในกิจการ พอมีเงินทุนเพียงพอที่จะซื้อสินทรัพย์สำหรับเริ่มกิจการได้ ก็เริ่มธุรกิจเลย พอทำไปขาดสภาพคล่อง ธุรกิจเลยไปไม่รอด ทำให้ไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าที่จริงแล้วธุรกิจนั้นเป็นธุรกิจที่ดีในระยะยาวหรือไม่

แม้ว่าจะคำนวณเงินทุนเริ่มต้นได้แล้ว ก็ยังต้องมีการเผื่อไว้อีก กรณีที่ถ้าทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน เราจะยังมีเงินสดคงเหลือพอที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้อีกระยะหนึ่งไหม หรือที่เราเรียกกันว่ามีสายป่านยาวพอไหม เช่น เราเปิดร้านกาแฟ คาดว่าจะมีลูกค้าเข้าเต็มร้านภายในหกเดือนแรก พอผ่านไปลูกค้าเข้ามาแค่ครึ่งร้าน เรายังมีเงินเหลือพอที่จะขายกาแฟต่อไปได้หรือไม่ เป็นต้น

ดังนั้น ต้องจัดการเงินทุนสำหรับซื้อสินทรัพย์กับเงินทุนที่ใช้หมุนเวียนให้ดี ต้องซื้อสินทรัพย์ให้น้อยลง และเหลือเงินไปหมุนเวียนมากขึ้นสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็จะทำให้มีสายป่านยาวขึ้นได้ เช่น แทนที่จะซื้อรถก็เป็นเช่ารถแทน แทนที่จะสร้างโกดังก็เป็นเช่าโกดังแทน ดีกว่าการเอาเงินทุนทั้งหมดไปจมกับสินทรัพย์ ยิ่งเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงินทุนจำกัด ยิ่งต้องรักษาสภาพคล่องให้ดี เพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่ได้นานที่สุดภายใต้เงินทุนที่มีจำกัด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท