
สงครามแอพแท็กซี่
การหาแท็กซี่ในชั่วโมงเร่งด่วน หรือกลางค่ำกลางคืน คือปัญหาหนักอกของคนจำนวนมากในเมืองใหญ่ทั้งในเมืองไทยและทั่วโลก ซึ่งเป็นช่องทางให้คนหัวใสสร้างแอพพลิเคชั่นเรียกแท็กซี่ เพิ่มทางเลือกให้คนเมือง
การหาแท็กซี่ในชั่วโมงเร่งด่วน หรือกลางค่ำกลางคืน คือปัญหาหนักอกของคนจำนวนมากในเมืองใหญ่ทั้งในเมืองไทยและทั่วโลก ซึ่งเป็นช่องทางให้คนหัวใสสร้างแอพพลิเคชั่นเรียกแท็กซี่ เพิ่มทางเลือกให้คนเมือง
หนึ่งในผู้ให้บริการรายใหญ่ ก็คือ “อูเบอร์” (Uber) ที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในตลาดสหรัฐ แต่การคิดเข้ามาบุกตลาดเอเชียรวมถึงอาเซียน กลับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะต้องเจอกับคู่แข่งที่ใช้เทคโนโลยีเหมือนกัน แถมยังได้จับจองตลาดท้องถิ่นไว้อยู่แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นแอพ “ไควตี” (Kuaidi) ของจีน หรือบริการของ “แกรบ” (Grab) จากมาเลเซีย ที่ตอนนี้คอยช่วยคนหาแท็กซี่ในชาติอาเซียน 5 ประเทศ แถมล่าสุดได้ประกาศอัดเงินลงทุนเพิ่มอีกกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนตลาดใหญ่อย่างอินเดียก็มีแอพแท็กซี่แข่งกันอยู่ 2 เจ้า คือ “เมรู แคบส์” (Meru Cabs) และ “โอลา แคบส์” (Ola Cabs)
การเข้ามาชิงส่วนแบ่งการตลาดในประเทศที่มีเจ้าถิ่นจับจองพื้นที่อยู่แล้วไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่ง แซม เกลล์แมน ผู้รับผิดชอบการขยายธุรกิจของอูเบอร์ในเอเชีย บอกว่า บริษัทจำเป็นต้องสร้างแบรนด์จากที่ไม่มีอะไรเลยก็ว่าได้ และเพื่อแข่งขันกับแอพท้องถิ่น อูเบอร์ได้วางกลยุทธ์สำคัญไว้ 2 ข้อ คือ
ข้อแรก ต้องจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่นที่สามารถพลิกแพลงธุรกิจให้เข้ากับความต้องการของคนท้องถิ่นได้ ไม่ว่าจะอยากได้บริการด่วน แต่ขอแค่รถธรรมดาๆ ก็พอ หรืออยากจะนั่งรถหรูๆ ก็จัดให้ได้เหมือนกัน
ส่วนกลยุทธ์ข้อ 2 คือ เจาะกลุ่มคนเอเชียที่เดินทางเพื่อธุรกิจเป็นประจำ และต้องการบริการที่สามารถใช้ได้ในเมืองต่างๆ ทั่วโลกนับสิบๆ แห่ง ซึ่งตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา อูเบอร์ได้เปิดให้บริการแอพแท็กซี่ใน 18 เมืองทั่วเอเชีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เช่น กรุงโซลของเกาหลีใต้ นครเซี่ยงไฮ้ของจีน กรุงเทพฯ ของไทย ฮ่องกง และอีก 5 เมืองในอินเดีย
สำหรับบริการแอพแท็กซี่ของอูเบอร์นั้น เป็นแอพจีพีเอสฟรี ซึ่งลูกค้าสามารถใช้สมาร์ทโฟนเรียกแท็กซี่ โดยปกติจะใช้รถของบริษัทเอกชน ไม่ใช่รถแท็กซี่ทั่วไป อีกทั้งยังชูจุดเด่นของบริการว่าจะได้รถเร็วกว่า หรือประมาณภายใน 10 นาทีเท่านั้น ด้านคนขับก็ใช้สมาร์ทโฟนของอูเบอร์ดูข้อมูลการเรียกใช้แท็กซี่ พร้อมขับรถตามแผนที่ไปหาลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง
ตั้งแต่ให้บริการในสหรัฐและยุโรป อูเบอร์ได้รับทั้งดอกไม้และก้อนอิฐไม่ว่าจะเป็นเสียงชมจากบรรดาลูกค้าที่เบื่อหน่ายกับการหาแท็กซี่ในยามจำเป็น แต่ก็ถูกต่อต้านอย่างหนักจากบริษัทแท็กซี่ที่อ้างว่า อูเบอร์ให้บริการแท็กซี่ไม่ตีทะเบียน โดยเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา องค์กรตัวแทนคนขับแท็กซี่ในย่านซีแอตเติลของสหรัฐ ได้ฟ้องอูเบอร์ในข้อหาทำธุรกิจผิดกฎหมายและหลอกลวงด้วย
อย่างไรก็ตาม เรื่องกฎหมายทำนองนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในตลาดเอเชีย แต่สิ่งที่หนักอกอูเบอร์ คือ การแย่งลูกค้ากับคู่แข่งเจ้าถิ่นที่ทำธุรกิจเหมือนๆ กัน ซึ่งคู่แข่งมีโมเดลธุรกิจที่หลากหลาย ตั้งแต่มีอู่แท็กซี่ของตัวเอง บางรายก็เน้นโฆษณา ส่วนอูเบอร์ใช้คอมมิชชั่นค่าโดยสารเป็นจุดขาย แต่จุดเหมือนของทุกรายก็คือการใช้แอพบนสมาร์ทโฟนเหมือนกัน
ทั้งนี้ ตลาดใหญ่ที่อูเบอร์มองว่ามีศักยภาพเติบโตสูง ก็คือ อินเดีย ซึ่งตอนนี้เปิดตลาดไปแล้วใน 5 เมือง คือ มุมไบ บังกาลอร์ นิวเดลี เชนไน และไฮเดอราบัด ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่ชาวอินเดียถูกอกถูกใจใช้บริการแอพนี้กันมาก เพราะมีแท็กซี่ไม่พอกับผู้ใช้ เช่น ในมุมไบ มีแท็กซี่ที่มีใบอนุญาตเพียง 4.2 หมื่นคัน แต่มีประชากรมากถึง 22 ล้านคน นอกจากนี้ แท็กซี่ส่วนใหญ่ก็ไม่มีแอร์ ทำให้ผู้โดยสารต้องทนร้อนและสูดควันพิษกันถ้วนหน้า ต่างจากแท็กซี่ของอูเบอร์ที่แอร์เย็นฉ่ำ แถมสะอาดอีกต่างหาก
แต่ในมุมมองของเจ้าถิ่นอย่าง โอลา แคบส์ ก็เชื่อว่า ตัวเองเข้าใจความต้องการของคนท้องถิ่นมากกว่า ที่สำคัญ ทำธุรกิจด้วยเงินสด ต่างจากอูเบอร์ที่อาศัยระบบบัตรเครดิต ซึ่งชาวอินเดียส่วนใหญ่ยังไม่มีใช้
ก็ต้องจับตากันต่อไปว่า อูเบอร์จะสามารถใช้กลยุทธ์ 2 ข้อที่ว่าฝ่าฟันอุปสรรคไปยืนอยู่ในใจคนเอเชียได้หรือไม่







