
ทำร่วมกัน
พลังเยาวชน พลังประชาชน ถือเป็นพลังสำคัญที่เข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนประเทศต่างๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาของคนท้องถิ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้ในแต่ละประเทศพลังดังกล่าวอาจมีระดับความเข้มแข็งไม่เท่ากัน แต่ผู้ที่ก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางการขับเคลื่อนนี้ ก็ยังเดินไปด้วยความมุ่งมั่น
พลังเยาวชน พลังประชาชน ถือเป็นพลังสำคัญที่เข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนประเทศต่างๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาของคนท้องถิ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้ในแต่ละประเทศพลังดังกล่าวอาจมีระดับความเข้มแข็งไม่เท่ากัน แต่ผู้ที่ก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางการขับเคลื่อนนี้ ก็ยังเดินไปด้วยความมุ่งมั่น
เช่นเดียวกับ โจเอล บาเรโด เยาวชนชาวฟิลิปปินส์ ที่เริ่มทำงานเพื่อสังคมตั้งแต่ยังเรียนระดับปริญญาตรี ณ บ้านเกิดในกรุงมะนิลา และยังคงทำงานเพื่อสังคมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เช่น การเข้าร่วมมหกรรมเยาวชนอาเซียน ณ กรุงย่างกุ้ง เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
บาเรโด เล่าว่า ตอนอยู่ที่มะนิลา เขาทำงานช่วยเหลือชุมชนยากจนที่สุดชุมชนหนึ่งในกรุงมะนิลา โดยพยายามเข้าไปช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา และสนับสนุนให้ระบบการศึกษาของรัฐครอบคลุมและพัฒนาเพื่อคนยากจนเหล่านี้ด้วย
หลังเรียนจบปริญญาตรี เขาตัดสินใจมาศึกษาต่อปริญญาโทด้านสิทธิมนุษยชน ที่สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา (สสมส.) มหาวิทยาลัยมหิดล และนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งให้เขาได้เปิดเส้นทางชีวิต เข้าสู่การทำงานเพื่อสังคมในระดับภูมิภาค
“ผมทำงานร่วมกับอาจารย์ศรีประภา เพชรมีศรี เพื่อขยายมุมมองของตัวเอง ทั้งในแง่ของภาคประชาสังคมและภาคการศึกษา มองปัญหาเรื่องเดียวกันที่เกิดในแต่ละประเทศ ตลอดจนมองปัญหาระดับภูมิภาคที่ส่งผลกระทบลงมายังระดับชาติและระดับชุมชน”
สิ่งที่เขาพบ คือ ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนและปัญหาความยากจนในประเทศต่างๆ ของอาเซียนไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ปัญหาที่เขาเคยพบที่มะนิลา ก็เกิดขึ้นที่ภาคอีสานของไทย ที่จาการ์ตาของอินโดนีเซีย ตลอดจนที่เวียดนาม
เมื่อถามถึงประชาคมอาเซียน บาเรโด มองว่า จริงๆ ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ล้วนข้องเกี่ยวกันมานานกว่า 10 ปีแล้ว ประชาชนมีการเคลื่อนย้ายไปมาหาสู่กัน ทำการค้ากัน ยิ่งพูดถึงการท่องเที่ยว ประชาชนฟิลิปปินส์ก็จะนึกถึงการเดินทางไปเที่ยวไทย อินโดนีเซีย กัมพูชา และอีกหลายประเทศอยู่แล้ว ทั้งหมดคือชุมชนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเปิดประชาคมอาเซียน จึงเป็นเพียงการประกาศยอมรับความเคลื่อนไหวเหล่านี้อย่างเป็นทางการเท่านั้น
อย่างไรก็ดี เมื่อประชาคมอาเซียนกำลังจะมาถึงในปี 2558 หรือปีหน้านี้แล้ว มีหลายสิ่งที่เขาอยากให้ภาครัฐของแต่ละประเทศในอาเซียนตระหนักถึงความจำเป็นและความต้องการของประชาชนทั่วอาเซียนทั้ง 600 ล้านคน เข้าใจถึงปัญหาสิทธิมนุษยชน ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิและเสรีภาพของคนอาเซียนทุกคน รวมถึงชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาใช้ชีวิตในอาเซียน
“ที่สำคัญ ภาครัฐต้องไว้ใจและเชื่อมั่นในพลังของประชาชน เพราะเราอยากให้ภาครัฐทำงานร่วมกับประชาชน ไม่ใช่แค่ทำงานเพื่อประชาชน ถ้าบอกว่าทำงานเพื่อประชาชน จะเหมือนเป็นการแบ่งพรรคแบ่งพวกกัน ในหลายภาคส่วนการทำงานร่วมกันจะช่วยแก้ปัญหาได้ง่ายกว่า”
บาเรโด ย้ำว่า ขณะนี้สายเกินไปแล้วที่จะมัวมานั่งต่อว่าต่อขานภาครัฐ หากต่อว่ารัฐมากเกินไป จะยิ่งทำให้ประชาชนกับรัฐห่างกันออกไปอีก สิ่งที่เขาจะทำ คือ การเฝ้ามองและคอยติดตามการยกระดับสิทธิและแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งเจรจาเพื่อลดช่องว่างระหว่างกัน ยืนยันในพลังและสิทธิของเยาวชนและประชาชน







