
รพ.หัวเฉียวทุ่มเต็มสูบลุยลูกค้าชนชั้นกลาง
ธุรกิจโรงพยาบาลไทย เป็นธุรกิจที่เนื้อหอมมาก มีต่างชาติสนใจเข้ามาใช้บริการเพิ่มต่อเนื่อง แต่สำหรับคนไทยเอง
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
ธุรกิจโรงพยาบาลไทย เป็นธุรกิจที่เนื้อหอมมาก มีต่างชาติสนใจเข้ามาใช้บริการเพิ่มต่อเนื่อง แต่สำหรับคนไทยเอง กลับรู้สึกว่าตัวเองมีโอกาสเข้าถึงการบริการที่มีคุณภาพของโรงพยาบาลน้อยลง เพราะหากเป็นผู้ประกันตน รักษาด้วยประกันสังคมก็ได้รับการบริการขอบเขตจำกัด หากจะจ่ายเงินรักษาเองกับโรงพยาบาลเอกชน ก็แพงเกินกว่าจะรับไหว
สุธี เกตุศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการโรงพยาบาลหัวเฉียว ในสังกัดมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า แนวโน้ม 5 ปีจากนี้ ธุรกิจโรงพยาบาลไทยจะมีอนาคตมาก เพราะคุณภาพการรักษาพยาบาล การบริการ ดีเทียบเท่ากับต่างประเทศ ขณะที่ค่าบริการถูกกว่า ทำให้ชาวต่างชาติมีแนวโน้มมารักษาพยาบาลในไทยมากขึ้น แต่ขณะที่คนไทยเอง โดยเฉพาะชนชั้นกลางจะมีที่ยืนน้อยลง เพราะโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ มีแนวโน้มขึ้นค่ารักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ทำให้เงินค่ารักษาที่ต้องจ่ายสูงกว่ารายได้ที่หามา
เมื่อเป็นเช่นนี้ โรงพยาบาลหัวเฉียว ในฐานะที่เป็นโรงพยาบาลที่สร้างขึ้นมาโดยไม่แสวงหากำไร จึงมองเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดผู้ใช้บริการ ตอบสนองกลุ่มชนชั้นกลางที่ไม่ต้องการไปต่อคิวรักษาพยาบาลนานๆ ที่โรงพยาบาลภาครัฐ แต่ก็ไม่อยากเข้าโรงพยาบาลเอกชนที่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินไป
“ผมเข้ามารับตำแหน่งดูแลโรงพยาบาลหัวเฉียว 10 ปีแล้ว ที่ผ่านมาไม่เคยทำตลาด แต่เน้นการปรับปรุงอาคาร อุปกรณ์การแพทย์ การบริการ บุคลากรการแพทย์ และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) รวมแล้วใช้งบมากกว่า 500 ล้านบาท จากที่เริ่มต้นจากบริการด้านผดุงครรภ์ ก็กลายเป็นโรงพยาบาลรักษาโรคทั่วไป ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานโรงพยาบาล (เอชเอ) และกำลังตรวจรับมาตรฐานสูงขึ้น” เมื่อให้บริการมาต่อเนื่องแล้วพบว่า กลุ่มคนไข้ที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แพทย์มาสมัครมากขึ้น จึงมั่นใจในศักยภาพของโรงพยาบาล และตัดสินใจทำตลาด สร้างการรับรู้ในสังคมเพื่อให้มีผู้ใช้บริการเพิ่ม
ทั้งนี้ โรงพยาบาลมีแผนลงทุนอีก 500 ล้านบาท สร้างอาคารใหม่ 7 ชั้น รองรับกลุ่มคนไข้ประกันสังคม คาดว่าจะเปิดใช้ได้ปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า พร้อมปรับปรุงสถานที่รองรับชนชั้นกลางมากขึ้น เพิ่มบุคลากรการแพทย์ อุปกรณ์การแพทย์ ปรับปรุงระบบไอที และเพิ่มศูนย์บริการการแพทย์เฉพาะทางมากขึ้น โดยปีนี้เปิดคลินิกเฉพาะโรคทางจอประสาทตา และล่าสุดเปิดคลินิกแม่และเด็ก จากนั้นจะเปิดศูนย์หัวใจ ส่วนปี 2558 จะเปิดศูนย์รับคนไข้กลุ่มเด็กแรกเกิด หน่วยดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดส่วนปลายตีบตัน ต่อด้วยปี 2559 เปิดสโตรก ยูนิต ดูแลโรคเกี่ยวกับเส้นเลือดในสมอง
สุธี กล่าวว่า ปัจจุบันมีคนไข้ทั้งหมด 5 แสนคน เป็นคนไทย 90% ต่างชาติ 10% โดยต่างชาตินั้นเติบโตมากจาก 2 ปีก่อนยังมีเพียง 45% เท่านั้น กลุ่มที่ใช้บริการเพิ่มมากคือ คนพม่า และคนจีนในไทย ซึ่งหากแบ่งกลุ่มคนไข้ตามรูปแบบการจ่ายค่าบริการ จะเป็นกลุ่มจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง 50% ซึ่งตั้งเป้าว่าเมื่อลงทุนเพิ่มจะขยายกลุ่มนี้ได้ 10-15% ครอบคลุมตั้งแต่ลูกค้าระดับซีถึงบี ส่วนกลุ่มประกันสังคม ปัจจุบันมี 45% หรือ 8.5 หมื่นคน เมื่อมีอาคารรองรับกลุ่มประกันสังคมโดยเฉพาะจะเพิ่มเป็น1 แสนคน ขณะที่ 5% เป็นคนไข้ยากจน รักษาพยาบาลฟรีซึ่งมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจะรับภาระจ่ายค่ารักษาให้ปีละ 2030 ล้านบาท
ขณะที่ภาพรวมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลหัวเฉียว หากเทียบกับโรงพยาบาลเอกชนที่เจาะตลาดชนชั้นกลางระดับบี จะต่ำกว่าราว 30-40% โดยทางโรงพยาบาลไม่ได้ปรับขึ้นค่ารักษาพยาบาลทั่วไปมา 3 ปีแล้ว และยังไม่มีแผนปรับ ปัจจุบันมีเตียงให้บริการคนไข้ 350 เตียง ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคืนละ 1,1005,500 บาท ขึ้นอยู่กับลักษณะของห้อง
หลังจากนี้โรงพยาบาลจะยังคงจุดยืนเป็นโรงพยาบาลไม่แสวงกำไรต่อไป โดยเงินที่จะใช้ลงทุนพัฒนาโรงพยาบาล ส่วนหนึ่งจะมาจากค่ารักษาพยาบาลที่กลุ่มคนไข้ชนชั้นกลางจ่าย ซึ่งที่ผ่านมาโรงพยาบาลมีรายได้จากการให้บริการสูงกว่ารายจ่ายเพียง 1% เท่านั้น ส่วนรายได้ที่เหลือจะมาจากเงินสนับสนุนของป่อเต็กตึ๊ง และรายได้ค่าเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ในโรงพยาบาล หากมีผู้เข้ามาใช้บริการมากขึ้นก็จะทำให้มีรายได้สำหรับลงทุนต่อเนื่อง
หากเป็นไปได้ก็อยากเห็นโรงพยาบาลที่ก่อตั้งโดยวัตถุประสงค์ไม่แสวงหากำไรในไทยอีก เพื่อให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ไม่คิดค่าใช้จ่ายแพงเกินไป และมีสิทธิได้เลือกทางรักษาพยาบาลที่ถูกกว่าการเข้าไปใช้โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งที่มักเสนอทางเลือกแก่คนไข้ทางเดียว ซึ่งต้องใช้เงินสูงลิ่วจนเอื้อมไม่ถึง







