
กรณีศึกษาความรับผิดทางอาญาของกรรมการรัฐวิสาหกิจ (ตอนที่ 3)
บทความตอนที่แล้ว เป็นการศึกษาจากหลักมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา แต่กรณีศึกษา 3 เรื่องต่อไปนี้มาจาก พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานฯ ในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 (พ.ร.บ.ความผิดพนักงาน)
บทความตอนที่แล้ว เป็นการศึกษาจากหลักมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา แต่กรณีศึกษา 3 เรื่องต่อไปนี้มาจาก พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานฯ ในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 (พ.ร.บ.ความผิดพนักงาน)
กรณีศึกษาต่อไปนี้อีก 3 ตัวอย่างสุดท้าย เป็นกรณีที่ศาลลงโทษและยกฟ้องกรรมการรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 11
กรณีศึกษาที่ 2 กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทยปล่อยสินเชื่อโดยผิดระเบียบธนาคาร
คำพิพากษาฎีกาที่ 1369/2538
ธนาคาร ก. เป็นรัฐวิสาหกิจ และนาย ต. เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคาร ก. นาย ต. ไม่เสนอขออนุมัติเงินกู้ยืมของลูกหนี้จากคณะกรรมการธนาคาร ก. ตามระเบียบ เมื่อเจ้าหน้าที่ของธนาคาร ก. ได้ตรวจสอบ แล้วทักท้วง นาย ต. กลับเปลี่ยนแปลงเป็นรูปตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อหลีกเลี่ยง ไม่ยอมปฏิบัติตามที่ทักท้วงและไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่กำหนดไว้ให้ถูกต้องอีก ทั้งยังมีการเพิ่มจำนวนสินเชื่อที่เกินอำนาจหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ในภายหลังได้มีการชำระหนี้ทั้งหมดแล้ว เพียงแต่มิได้ชำระตามกำหนดเวลา
จำเลยให้ลูกหนี้กู้ยืมโดยหาวิธีการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามระเบียบธนาคาร ลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำหนดเวลาตลอดมาจนกระทั่งจำเลยพ้นจากตำแหน่งแล้ว จนถึงขณะที่โจทก์ฟ้องคดี ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ย่อมมีอยู่จริงก่อนแล้วตั้งแต่จำเลยกระทำผิด การเปลี่ยนตัวลูกหนี้และมีการชำระหนี้แล้วภายหลังเป็นการชำระหนี้ที่ล่าช้าและมิได้เกิดจากการดำเนินการของจำเลย ไม่อาจรับฟังเป็นข้อ ลบล้างความเสียหาย และไม่ช่วยให้จำเลยพ้นจากการกระทำผิดนั้นได้
ข้อสังเกต
1.การที่จำเลยปล่อยกู้โดยไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบของธนาคารนั้น ก็มีส่วนให้กรรมการมีความรับผิดทางอาญา แม้จำเลยจะเป็นผู้ลงนามสำคัญ หรือออกระเบียบเองก็ตาม แต่ไม่สามารถออกคำสั่งเพื่อลบล้างระเบียบที่ตนเป็นผู้ร่างและแม้ว่าจะไม่มีความเสียหายเนื่องจากต่อมามีการชำระหนี้ ก็ไม่ทำให้ความผิดที่สำเร็จแล้วแก้ไขได้
2.คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจก่อนตัดสินใจจะต้องใช้ความระมัดระวัง ต้องรอบรู้ระเบียบต่างๆ ของหน่วยงานของรัฐซึ่งมักจะมีกฎระเบียบมากมาย จึงควรสอบถามให้ชัดเจนจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
3.หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปว่า จำเลยสำคัญผิดโดยสุจริตว่า จำเลยมีอำนาจกระทำได้ตามระเบียบของธนาคาร เช่น ได้สอบถามจากเจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้องว่าทำได้หรือไม่ และ เจ้าหน้าที่ตอบว่าทำได้ อาจทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดเพราะสำคัญชัดโดยสุจริต แต่ เรื่องนี้มีการทักท้วงแล้วและยังไปหาช่องทางอื่น
4.หากจำเลยปฏิบัติตามหลักการตัดสินใจทางธุรกิจแล้ว กล่าวคือ มีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจ การกระทำความผิดย่อมไม่เกิดขึ้นเพราะอาจไม่ถือว่ามีเจตนาพิเศษ
ในสัปดาห์หน้า เรามาติดตามกันต่อกับ 2 กรณีตัวอย่างสุดท้าย คือ กรณีที่พนักงานธนาคารไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบภายในของธนาคารในการให้ตรวจสอบบัญชี และกรณีที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคาร รัฐวิสาหกิจ ฟ้องคดีอาญาต่อกรรมการในฐานะที่ปล่อยเงินกู้โดยไม่เรียกหลักประกัน ซึ่งผมจะถอดบทเรียนจากกรณีศึกษาทั้ง 4 ตัวอย่าง ให้กรรมการรัฐวิสาหกิจตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ กันครับ







