
ความวุ่นวาย 10 ปี
ถึงวันนี้ต้องถือว่าประเทศไทยตกอยู่ในวังวนความวุ่นวายและความขัดแย้งทางการเมืองมานานกว่า 10 ปีแล้ว
ถึงวันนี้ต้องถือว่าประเทศไทยตกอยู่ในวังวนความวุ่นวายและความขัดแย้งทางการเมืองมานานกว่า 10 ปีแล้ว
นับตั้งแต่ปี 2547 ที่มีการเคลื่อนไหวขับไล่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ด้วยข้อครหาทุจริต และเอื้อประโยชน์ธุรกิจครอบครัว พวกพ้อง
กระทั่งเกิดเหตุการณ์รัฐประหารเดือน ก.ย. 2549 ตามมาด้วยการชุมนุมต่อต้านการรัฐประหารของกลุ่มคนเสื้อแดงปี 2550
การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ขับไล่นายกฯ ในเครือข่ายอดีตนายกฯ ทักษิณ ในปี 2551 ที่นำไปสู่การปิดสนามบิน ต่อมาในปี 2553 ความรุนแรงพัฒนาไปสู่เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง
ล่าสุดปลายปี 2556 จนถึงขณะนี้กลุ่มมวลมหาประชาชนออกมาชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดในเครือข่ายอำนาจอดีตนายกฯ ทักษิณ
เมื่อถามว่าความวุ่นวายทางการเมืองในช่วง 10 ปี ประเทศไทยเสียอะไรไปบ้าง ท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์เฉพาะหน้า แต่มีเบื้องหลัง คือ “ความต้องการที่มากกว่านั้น”
ก็ต้องบอกว่าประเทศไทยสูญเสียโอกาสไปมาก
สิ่งที่เห็นเด่นชัดที่สุด คือ การสูญเสียโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โดยเฉพาะการลงทุนระบบรางที่หยุดชะงักมาเป็น 10 ปี
การชะลอการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ผลที่ตามมา คือ ในช่วง 2-3 ปีหลังๆ หรือปี 2554-2556 มูลค่าการส่งออกของไทยติดหนึบอยู่ที่ระดับ 2.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น
อันสะท้อนว่า นอกจากการส่งออกไทยยังคงผูกติดกับปัจจัยการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกแล้ว อุตสาหกรรมของไทยไม่สามารถยกระดับในการสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือสร้างตลาดเฉพาะสำหรับสินค้าไทยได้
ที่สำคัญการต่อสู้เพื่อแย่งชิงเสียงจากประชาชนเพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ ก่อให้เกิดนโยบายประชานิยมสุดโต่ง เช่น การรับจำนำข้าวทุกเมล็ด รถยนต์คันแรก ที่สร้างความเสียหายให้ประเทศในระดับลึกถึงฐานราก
ในขณะที่การทุจริตคอร์รัปชั่นรุนแรงขึ้นทุกปี จากที่เคยเรียกค่าหัวคิวกัน 5-10% เพิ่มเป็น 35-50% สังคมไทยส่วนใหญ่ยอมรับการทุจริตได้ หากตัวเองได้ด้วย และคนโกงทุกวันนี้มีที่ยืนอย่างไม่มีความเหนียมอาย
ตอนนี้คงยังไม่สายเกินไป ที่จะกลับมาทบทวนว่าเราเสียอะไรไปบ้าง







