
เจาะเอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพยุคธุรกิจโลกออนไลน์เฟื่องฟู
ในโลกยุคออนไลน์ อาจได้ยินคำแนะนำบ่อยครั้งให้ทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ หรือที่รู้จักในนามอีคอมเมิร์ซ
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
ในโลกยุคออนไลน์ อาจได้ยินคำแนะนำบ่อยครั้งให้ทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ หรือที่รู้จักในนามอีคอมเมิร์ซ เพราะสะดวก รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ เปิดขายได้ตลอดเวลาไม่ต้องมีหน้าร้าน และมีเครื่องมือเครื่องใช้ (Tools) ให้เลือกมากมายนับไม่ถ้วน เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ กูเกิล จะสร้างเว็บไซต์เอง หรือไปอยู่บนมาร์เก็ตเพลส เช่น ตลาดดอทคอม หรือเทพช็อปก็ได้ และตัวอย่างคนที่สำเร็จก็มีอยู่ไม่น้อย
เจมี่ โรแลนด์โจนส์ กรรมการผู้จัดการ พีชชี (Peachy) ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมพร้อมรับประทานสำหรับทารกและเด็กเล็ก หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทย ไม่ได้เป็นแบรนด์จากต่างประเทศ ไม่ใช่แบรนด์ใหญ่เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว แต่เกิดจากพ่อแม่ที่เห็นประโยชน์และคุณค่าของอาหารในประเทศไทย นำผลิตภัณฑ์มาเป็นอาหารเสริมสำหรับเด็ก จุดประสงค์ คือ ใช้เครื่องมือออนไลน์ในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก และได้เลือกใช้เฟซบุ๊ก แฟนเพจ เป็นเครื่องมือสื่อสารไปยังลูกค้าโดยตรง ให้เกิดการรับรู้และเข้าใจ
พีชชี คือแบรนด์ใหม่ จุดเด่น คือ ใช้วัตถุดิบในประเทศไทย ผัก ผลไม้ มาพัฒนาผลิตภัณฑ์และวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด แต่จะโฆษณาบนทีวีหรือสื่อหลักคงทำไม่ได้ เพราะไม่มีงบประมาณขนาดนั้นและสู้แบรนด์ในตลาดไม่ได้ จึงเลือกใช้ช่องทางออนไลน์ สื่อสารตรงไปที่พ่อแม่ที่มีลูกให้เห็นประโยชน์
“ในซูเปอร์มาร์เก็ตมีแบรนด์เยอะแยะ พีชชีไม่มีทางสู้ได้ถ้าไม่มีโอกาสได้บอกกับพ่อแม่ทุกคนว่า อาหารเสริมของเราผลิตจากกล้วยน้ำว้าและมะม่วงน้ำดอกไม้ ซึ่งเป็นของดีในประเทศไทย และส่วนตัวก็ให้ลูกกินด้วย ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกแฟนเพจกว่า 6.5 หมื่นราย 90% คือคนที่มีลูก กำลังจะมี หรืออยากมีลูก ซึ่งตรงกลุ่มเป้าหมาย” เจมี่ กล่าว
ศิวัจน์ จารุกิจไพศาล กรรมการผู้จัดการและครีเอทีฟ ไดเรกเตอร์ ของ สลีปปิง พิลส์ (Sleeping Pills) เป็นแบรนด์แฟชั่นที่ออกแบบด้วยตัวเอง และเนื่องจากทำแบรนด์สินค้าเอง จึงต้องการสร้างช่องทางสื่อสารให้ลูกค้ารับรู้ว่า นี่คือสินค้าแฟชั่นแบรนด์ไทยที่เน้นคุณภาพ ซึ่งหลังจากทำตลาดผ่านทางออนไลน์ พบว่า มียอดขายเพิ่มขึ้น 20% ในเวลา 1 เดือน
“ลักษณะจะคล้ายกับพีชชี คือ ต้องการเป็นสินค้าแบรนด์ไทย ออกแบบด้วยคนไทย แต่เป็นแบรนด์ใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก และไม่สามารถแข่งขันในช่องทางหลักได้ ดังนั้น ออนไลน์จึงเป็นทางออก” ศิวัจน์ กล่าว
การเลือกช่องทางออนไลน์ทำให้สามารถรับรู้ผลตอบรับจากลูกค้าได้ในทันที เจาะกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน ทำให้สามารถปรับปรุงสินค้าและบริการได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเฟซบุ๊ก แฟนเพจ มีหน้าตาคล้ายกันหมด เพราะอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ไม่ว่าจะแบรนด์ใหญ่แค่ไหน นั่นคือ ต้องสร้างตัวตนออนไลน์หรือแฟนเพจ ใส่ความรู้ ใส่ข้อความรายละเอียด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และอัพเดทข้อมูล และการจะบุกตลาดต่างประเทศได้ การมีแฟนเพจ มีสมาชิกจำนวนมาก ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้เป็นอย่างดี
ที่กล่าวมาแล้วแสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ใช้โลกออนไลน์เป็นแหล่งเปิดรับข้อมูล และพร้อมจะทดลองใช้สินค้าและบริการแบรนด์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจและมีความน่าเชื่อถือ สามารถตรวจสอบได้ ไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งเป็นพิเศษแล้ว
เลอทัด ศุภดิลก ผู้ก่อตั้ง เซลซึกิ (Sellsuki) แพลตฟอร์มการจัดการสินค้าบนเฟซบุ๊ก กล่าวว่าเซลซึกิเห็นว่าคนไทยและคนทั่วโลกใช้งานเฟซบุ๊กกันมหาศาล มีธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่ขายสินค้าบนแฟนเพจ แต่ใช้วิธีโทรติดต่อ โทรถามเป็นหลัก ดังนั้นเซลซึกิจึงพัฒนาแพลตฟอร์มที่ช่วยบริหารจัดการสินค้า นั่นคือ เมื่อมีสินค้าอยู่บนแฟนเพจ หากมีการกดสั่งซื้อ ระบบจะตรวจสอบให้อัตโนมัติว่ามีสินค้าอยู่หรือไม่ถ้ามีจะเข้าสู่ระบบจอง และหากลูกค้าโอนเงินภายในเวลาที่กำหนด สินค้านั้นจะขึ้นบัญชีขาย รอส่งทันที แต่ถ้าไม่โอนเงินภายในเวลา สินค้านั้นก็จะกลับมาวางขายตามปกติ
“แนวคิดนี้เกิดขึ้นมาเพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์บนเฟซบุ๊ก ซึ่งยังไม่ได้เข้าสู่ระบบอีคอมเมิร์ซเต็มตัว มีเครื่องมือช่วยบนเฟซบุ๊กได้ ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้านำระบบไปใช้กว่า 1,400 ราย และมียอดธุรกรรมเกิดขึ้นกว่า 7 ล้านบาทในเวลา 2 เดือน และต่างประเทศ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียให้ความสนใจระบบนี้แล้ว” เลอทัด กล่าว
พิริยะ ตันตราธิวุฒิ ผู้ก่อตั้ง สติกโก (Sticgo) แอพพลิเคชั่น โลเกชั่นเบสและการตลาดดิจิทัล กล่าวว่า การใช้งานมือถือแพร่หลายมากขึ้นและการใช้โลเกชั่นเบส หรือการเช็กอินสถานที่ต่างๆ ได้พัฒนารูปแบบมาเป็นการทำตลาดดิจิทัลที่เป็นคอนเทนต์ เห็นได้จากการที่ผู้บริโภคไปกิน ไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ และถ่ายรูปขึ้นไอจี เฟซบุ๊ก ไลน์ กลายเป็นการโปรโมท หรือการทำตลาดไปในตัว
สำหรับสติกโก เป็นแอพที่ให้คนได้เช็กอินสถานที่ต่างๆ โดยการถ่ายรูปและได้รับสติกเกอร์ไว้ใช้ เพื่อแปะไปบนรูป และทำการแชร์บนโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ กลายเป็นการตลาดวงกว้างที่ใช้เวลาอันสั้น ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าเป็นองค์กรต่างๆ เช่น เซ็นทรัลเวิลด์ กลุ่มทรู นกแอร์ ธนาคารกสิกรไทย และอยู่ระหว่างการเจรจากับต่างประเทศ เพื่อให้สามารถเช็กอินสถานที่ในต่างประเทศได้ด้วย
พงศธร พิพัฒน์ธรรม จาก มอคค่าพลัส แอพพลิเคชั่น อีแค็ตตาล็อก กล่าวว่า มอคค่าพลัส คือแอพที่ไว้รวมอีแค็ตตาล็อก แบ่งหมวดหมู่ประเภทต่างๆ ไว้ในที่เดียวกัน องค์กรต่างๆ ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณจัดพิมพ์ใบปลิวแผ่นพับจำนวนมาก และผู้บริโภคไม่ต้องแบกแค็ตตาล็อก หนักๆ ที่สุดท้ายก็กลายเป็นขยะ แก้ปัญหาว่า มีแค็ตตาล็อกที่น่าสนใจในเวลาที่ต้องการ แค่เปิดผ่านโทรศัพท์มือถือส่งได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย
“มอคค่าพลัส เน้นจับลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ จำนวนลูกค้าไม่มาก แต่สามารถสร้างรายได้ชัดเจน ธุรกิจอาจจะดูไม่เซ็กซี่ แต่มีความต้องการของตลาด ในต่างประเทศก็สนใจ อยู่ระหว่างการเจรจา” พงศธร กล่าว
ทั้งหมดคือตัวอย่างการทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ทั้งยกสินค้าและบริการขึ้นไปขายบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก และแบบใช้โลกออนไลน์เป็นธุรกิจที่อำนวยความสะดวกสบายในรูปแบบต่างๆ เป็นแนวคิดที่พัฒนาโดยคนไทยล้วนๆ ใครที่มีไอเดียดีๆ หรือมีธุรกิจในมือได้เวลาลงมือทำได้ ตลาดทั่วโลกกำลังรออยู่







