
แบงก์เปิดศึกค่าธรรมเนียมหารายได้อุดสินเชื่อหด
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
หากดูตัวเลขผลประกอบการ 3 เดือนแรกของปีนี้ ที่มีธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง เปิดเผยออกมาแล้ว จะพบว่าตัวเลขสินเชื่อของหลายธนาคารลดต่ำลงหรือเพิ่มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2556
โดยธนาคารหลักๆ ที่มียอดสินเชื่อลดลงเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2556 คือ ธนาคารกรุงเทพ มียอดคงค้างสินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาสแรกปีนี้ 1,745,919 ล้านบาท ลดลง 6,748 ล้านบาท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ยอดสินเชื่อ 939,800 ล้านบาท หดตัว 0.4% หรือ 3,700 ล้านบาท
ขณะที่ธนาคารที่สินเชื่อเพิ่มขึ้น เช่น ธนาคารกสิกรไทย มียอดคงค้างสินเชื่อ 1,380,088 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.79% ธนาคารทหารไทย มียอดสินเชื่อ 500,756 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.3% ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ มีสินเชื่อทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้าด้วยยอด 1.73 ล้านล้านบาท
แต่แม้ว่าแต่ละธนาคารจะปล่อยสินเชื่อลดลง แต่ไตรมาสแรกปีนี้ก็ยังพอทำกำไรเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าได้บ้างด้วยการลดค่าใช้จ่าย เช่น ธนาคารกรุงเทพ ที่ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง 1,147 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ลดค่าใช้จ่ายด้านเงินฝาก ด้วยยอดเงินฝากที่ลดลง 1.8% ส่งผลให้ต้นทุนเงินฝากลดลงตาม
อย่างไรก็ตาม ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่คลี่คลาย และทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว จะยังคงทำให้ระบบธนาคารต้องระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อในช่วงที่เหลือของปีนี้ต่อไป ส่งผลให้แต่ละธนาคารต้องเริ่มหันไปหารายได้อื่นที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยมาชดเชย
รุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า แนวทางเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคาร จะมองหาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาเสริมความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะบริการด้านอิเล็กทรอนิกส์แบงก์กิ้ง เพราะเป็นบริการที่สร้างความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า และลูกค้ายินดีที่จะเสียค่าบริการเพื่อแลกกับความสะดวก
“มีการมองว่าแบงก์ไม่ควรคิดค่าธรรมเนียมบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่ความจริงแบงก์มีต้นทุนในการพัฒนาระบบต่างๆ โดยเฉพาะการป้องกันความเสี่ยงด้านโจรกรรม รวมทั้งพัฒนาบริการใหม่ๆ ที่ตอบสนองลูกค้าเพิ่ม อย่างตอนนี้ประชาชนส่วนใหญ่ต่างมีสมาร์ทโฟน บริการเอสซีบี อีซี่ เพย์เม้นท์ ที่ได้รับความนิยมมาก ซึ่งธนาคารจะทุ่มพัฒนาบริการดิจิทัลเพย์เม้นท์ให้ดีขึ้น เพื่อดึงให้ลูกค้าใช้บริการ” รุ่งเรือง กล่าว
เดชา ตุลานันท์ รองประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธนาคารกำลังพัฒนาหลายผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มช่องทางในการหารายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากสินเชื่อรายย่อยที่มีจุดแข็งจากฐานลูกค้าบริษัทที่จ่ายเงินเดือนผ่านธนาคาร
ปัจจุบันธนาคารมีผลิตภัณฑ์เพื่อรายย่อยหลักๆ เพียงสินเชื่อบ้านและบัตรเครดิต โดยกำลังศึกษาผลิตภัณฑ์ด้านอื่นๆ เช่น ขายประกันผ่านธนาคาร (แบงก์แอสชัวรันส์) รวมทั้งธุรกิจเช่าซื้อ (ลีสซิ่ง) ที่ยอมรับว่ายังล้าหลังคู่แข่งอยู่มาก ประกอบกับธนาคารมีลูกค้าและพันธมิตรที่ทำธุรกิจนี้อยู่แล้ว หากจะทำก็ต้องไม่เป็นการแข่งขันกับลูกค้าตัวเองด้วย
อดิศร เสริมชัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ปีนี้ธนาคารจะเร่งส่งเสริมผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนมากขึ้น นอกจากเพื่อรองรับประชาชนที่โยกเงินฝากไปหาแหล่งเงินที่อัตราผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารอีกทางหนึ่ง ที่ช่วยเข้ามาชดเชยรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลงจากสินเชื่อชะลอตัวตามสภาพเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ เชื่อว่าประชาชนและผู้ลงทุนจะพิจารณาผลตอบแทนที่สูงขึ้นมากกว่าการเสียค่าธรรมเนียม โดยธนาคารมีผลิตภัณฑ์หลายประเภทไว้รองรับความต้องการของนักลงทุน ทั้งหุ้นกู้ อนุพันธ์ ตราสารหนี้ และกองทุนต่างๆ ที่เน้นลงทุนต่างประเทศที่แนวโน้มผลตอบแทนดีกว่าภายในประเทศ
“ธนาคารตั้งเป้ารายได้ค่าธรรมเนียมจากผลิตภัณฑ์การลงทุนปีนี้ 200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มี 100 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ด้านประกันชีวิตคงโตไม่มาก เพราะแข่งขันสูง แต่ยังตั้งเป้ารายได้ค่าธรรมเนียมจากประกันเติบโต 30-40% จากปีที่แล้วมี 300 ล้านบาท” อดิศร กล่าว
นับจากนี้ผู้บริโภคคงได้เห็นการแข่งขันการหารายได้จากค่าธรรมเนียม และหนีไม่พ้นที่ผู้บริโภคต้องแบกรับเพิ่มอย่างไม่ต้องสงสัย







