
หุ้นใหญ่ญี่ปุ่นรุกหนักดันกรุงศรีฯ ชิงท็อปแบงก์
การเข้ามาของธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (BTMU)
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
การเข้ามาของธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (BTMU) ในการรุกธุรกิจสถาบันการเงินในประเทศไทยผ่านการถือหุ้นใหญ่ในธนาคารกรุงศรีอยุธยา ไม่ได้เป็นเพียงการหนีตายจากญี่ปุ่นที่กำลังมีปัญหาเศรษฐกิจขยายตัวต่ำเท่านั้น
แต่ยังเป็นการสยายปีกเข้ามาลุยตลาดอาเซียนอย่างเต็มตัว จากโอกาสที่เปิดกว้างขึ้นเมื่อกลุ่มประเทศอาเซียนจะมีการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 หรือในอีก 1 ปีเศษข้างหน้า
ปัจจุบันธนาคารกรุงศรีอยุธยามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศ ด้วยสินเชื่อรวม 939.8 พันล้านบาท เงินฝาก 780.6 พันล้านบาท และสินทรัพย์รวม 1.2 ล้านล้านบาท ขณะที่มีเงินกองทุน 120.86 พันล้านบาท คิดเป็น 14.4% ของสินทรัพย์เสี่ยง
โนริอากิ โกโตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยาวางเป้าหมายแรกที่ขอประสบความสำเร็จในประเทศไทย ด้วยการพาธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่ปัจจุบันเป็นธนาคารขนาดกลางขึ้นเป็นหนึ่งในธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของไทย ภายในระยะเวลา 3-5 ปี
“เป้าหมายคือการเลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกในธุรกิจธนาคารไม่ได้เป็นระดับดิวิชั่นอีกต่อไป และไม่ใช่ธนาคารขนาดใหญ่เพียงสินทรัพย์ แต่สิ่งสำคัญคือความรู้สึกของลูกค้าที่เราตั้งใจว่าจะเป็นธนาคารอันดับต้นๆ ที่อยู่ในใจของลูกค้าด้วย” โกโตะ กล่าว
ธนาคารกรุงศรีอยุธยาเดิมมีจุดเด่นที่ฐานลูกค้ารายย่อย เมื่อบวกกับจุดแข็งของ BTMU ที่มีฐานบรรษัทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบรรษัทญี่ปุ่น ทำให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยาสามารถตอบโจทย์ของลูกค้าได้ครบวงจรมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบสนองลูกค้าได้ครบทุกกลุ่ม
“เดิม BTMU ประเทศไทย มีฐานลูกค้าญี่ปุ่นในไทยราว 70-80% อยู่แล้ว ประกอบกับมีลูกค้าขนาดใหญ่จากบริษัทแม่ เมื่อควบรวมกิจการแล้วจะส่งผลพอร์ตลูกค้าของธนาคารกรุงศรีอยุธยาเปลี่ยนไปจากเดิมมีรายย่อย 50% และรายใหญ่รายกลางอีก 50% กลายเป็นรายย่อยเหลือ 40% และรายใหญ่รายกลางเพิ่มขึ้นเป็น 60%” โกโตะ ระบุ
พอร์ตลูกค้าที่เปลี่ยนไปครั้งนี้ เขาเชื่อว่าจะช่วยสร้างความสมดุลให้ธนาคารมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัว สินเชื่อลูกค้ารายย่อยจะชะลอตัวตาม แต่ธุรกิจขนาดใหญ่จะมีความทนทานต่อความผันผวนได้มากกว่า จึงเชื่อว่าปีนี้สินเชื่อของธนาคารจะขยายตัวได้ดี เพราะมีสินเชื่อรายใหญ่มาชดเชยรายย่อย
อย่างไรก็ตาม โกโตะ ยอมรับว่า แม้พอร์ตสินเชื่อจะสมดุลขึ้น แต่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) อาจจะลดลงจาก 4.4% ในปี 2556 แต่จะไม่ต่ำกว่า 4% เพราะแม้สินเชื่อรายใหญ่อัตราดอกเบี้ยไม่สูงเท่ากับรายย่อย แต่ศักยภาพการทำกำไรของธนาคารกรุงศรีอยุธยาจะเปิดกว้างมากขึ้นหลังการเข้ามาของ BTMU
นอกจากนี้ แม้ว่าการควบรวมจะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่สิ่งที่ทำได้ทันที คือ การต่อยอดฐานลูกค้าขนาดใหญ่ ดังนั้น ปีนี้ธนาคารกรุงศรีอยุธยาจะมีความชัดเจนในการดูแลลูกค้าที่เป็นธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (Supply Chain) อย่างจริงจัง โดยเฉพาะซัพพลายเชนในกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแนวโน้มเติบโตดีจากการส่งออกที่กำลังฟื้นตัว และไทยก็เป็นฐานการผลิตที่สำคัญ
ขณะที่ลูกค้ารายย่อยก็จะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาตอบสนองให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น ซึ่งคิดว่าไม่มีปัญหาเพราะเป็นบริการเดิมที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาทำได้ดีมานานแล้ว
โกโตะ มองไปข้างหน้าด้วยว่า ไทยมีความจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมอีกแน่นอน แม้ว่า พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จะตกไป ซึ่ง BTMU เป็นสถาบันการเงินที่เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อโครงการ (Project Finance) อยู่แล้ว เรียกว่าเป็นอันดับ 1 ของโลกก็ว่าได้
“เมื่อใดที่ไทยมีความชัดเจน ธนาคารกรุงศรีอยุธยาจะนำจุดแข็งจาก BTMU เข้าไปร่วมสนับสนุนด้วย” โกโตะ ระบุ
นอกจากนี้ การบุกตลาดอาเซียนก็เป็นหนึ่งในแผนงานสำคัญโดยเฉพาะตลาดในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง โดยจะนำจุดแข็งการให้สินเชื่อรายย่อยของธนาคารกรุงศรีอยุธยา และการให้สินเชื่อรายใหญ่ของ BTMU เข้าไปช่วยทำตลาด ส่วนจะเข้าไปในรูปแบบใด เป็นการเปิดสาขา หรือร่วมทุน ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นๆ มีตลาดเป็นแบบใด
“ถ้าประเทศนั้นเด่นเรื่องรายย่อย เราจะเข้าไปในแบรนด์กรุงศรีอยุธยาที่ถนัดด้านนี้ แต่ถ้าตลาดมีศักยภาพด้านการลงทุนสูงก็มีโอกาสที่ BTMU จะเข้าไปควบรวมกิจการลักษณะเดียวกับในประเทศไทย” โกโตะ กล่าว
โกโตะ ยืนยันว่า BTMU มีเป้าหมายชัดเจนที่จะลงทุนระยะยาวในประเทศไทย มีความตั้งใจนำธนาคารกรุงศรีอยุธยาให้บริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นบริษัทญี่ปุ่น บริษัทไทย หรือรายย่อย รวมทั้งจะรักษาอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ให้อยู่ในระดับเลข 2 หลัก นำพาธนาคารกรุงศรีอยุธยาก้าวขึ้นเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่มั่นคงต่อไป







