
กองทุนการท่องเที่ยวปีหน้าจะไปลั้นลา...ต่างแดน
เวลามีวันหยุดยาวๆ เพื่อนพ้องน้องพี่จะมีภาพถ่ายช่วงเวลาความสุขมาแชร์ให้อิจฉา
เวลามีวันหยุดยาวๆ เพื่อนพ้องน้องพี่จะมีภาพถ่ายช่วงเวลาความสุขมาแชร์ให้อิจฉา ในประเทศบ้าง ต่างประเทศบ้าง เห็นแล้วก็เกิดแรงบันดาลใจให้ออกไปท่องโลกแบบเขาบ้าง
หลายคนบอกว่า เที่ยวก็อยากไป (ใจจะขาด) ติดปัญหาอยู่นิดเดียว ตรงที่ “มีเงินนิดเดียว” นี่ล่ะ
แต่ถ้าถาม “นักท่องโลก” ตัวจริงเสียงจริงจะบอกเป็นเสียงเดียวว่า การไปเที่ยวไม่ใช่เรื่องยาก... ถ้าอยากไป และรู้วิธีการเก็บออมที่เหมาะสม
ปักหมุด กำหนดเป้าหมาย
เริ่มจากหยิบ “แผนที่” ออกมากาง แล้ว “ปักหมุด” ลงไปว่า เป้าหมายการเดินทางของเราอยู่ตรงไหน หาคำตอบให้ได้ว่า เราอยากจะไปเที่ยวที่ไหน อยากไปประเทศอะไร และการท่องเที่ยวของเราจะเป็นแบบไหน
ถ้าเป็นการท่องเที่ยวแบบครอบครัว ตอนนี้ก็ได้เวลาระดมสมองกันแล้วว่า ปีหน้า หรือ วันหยุดครั้งหน้า ครอบครัวเราจะไปเที่ยวที่ไหนกันดี ซึ่งอาจจะเริ่มจากทริปสั้นๆ ในประเทศสำหรับครอบครัวที่การเงินค่อนข้างตึงๆ อยู่สักหน่อย
ถ้าไปเที่ยวคนเดียวก็ระดมสมองของเราคนเดียวว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตนี้อยากจะไปไหน
แต่ถ้าไปคนเดียวมันเหงาก็ต้องหาเพื่อนร่วมทริป และข้อดีของการวางแผนท่องเที่ยวกันเป็นกลุ่มก๊วน ก็คือ ได้ช่วยกันเป็นแรงเชียร์ในการออมเงินเพื่อการท่องเที่ยวให้สำเร็จ และคอยกระตุกเตือนเมื่อเราเริ่มจะออกนอกแผนการออม
เมื่อปักหมุดกำหนดเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องเริ่ม “ทำการบ้าน” เจาะลึกลงรายละเอียด เพื่อจะหาว่าเที่ยวในแบบของเราต้องใช้เงินเท่าไร
ตั้งแต่วิธีการเดินทาง เราจะไปกันอย่างไร ถ้าเป็นทริปในประเทศจะขับรถไปกันเองหรือไม่ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางประมาณเท่าไร
สถานที่ท่องเที่ยวที่เราอยากไปมีอะไรน่าสนใจ เราตั้งใจจะไปที่ไหนบ้าง แต่ละสถานที่มีค่าธรรมเนียมในการเข้าชมเท่าไร เช่น พิพิธภัณฑ์ หรือ สวนสนุก
เราจะพักที่ไหน พักแบบประหยัดในโฮสเทล เกสต์เฮาส์ หรือหรูหราแบบ 5 ดาว ทั้งหมดเป็นเงินเท่าไร
นอกจากนี้ อย่าลืมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เราอาจจะลืมคำนวณรวมไปด้วย เช่น ค่าธรรมเนียมพาสปอร์ต (สำหรับคนเปิดซิงออกต่างประเทศครั้งแรก) ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า ประกันการท่องเที่ยว ซึ่งจำเป็นมากสำหรับการไปเที่ยวต่างประเทศ โดยที่ไม่ได้ซื้อแพ็กเกจทัวร์
จากนั้นเขียนเป้าหมายการเดินทาง รายละเอียดการท่องเที่ยว และค่าใช้จ่ายทั้งหมดไปแปะไว้หน้าตู้เย็น เพื่อคอยเตือนความจำอยู่ตลอดเวลาว่า ปีหน้าเราจะไปลั้นลาต่างแดนให้ได้
ตั้งกองทุนเพื่อการท่องเที่ยว
เมื่อได้เป้าหมายและงบประมาณทั้งหมดที่ต้องใช้ในการท่องเที่ยวครั้งนี้แล้ว งานหนักอันถัดไป คือ การเก็บออมเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ สำหรับคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการเก็บเงินเพื่อการท่องเที่ยวมาก่อนอาจจะรู้สึกว่า งบประมาณที่ตั้งไว้ดูเหมือนจะไกลเกินฝัน ก็เลยไปรวบรวมเทคนิคและวิธีการออมจาก “นักท่องโลกรุ่นพี่” มาแบ่งปันให้รู้ทั่วกัน
เก็บแบบตั้งใจ
น่าจะยังจำเรื่อง “เส้นทางสู่ความมั่งคั่ง” ของ ลี กาชิง ที่สร้างเนื้อสร้างตัวจากชีวิตติดลบจนกลายเป็นมหาเศรษฐีชาวฮ่องกงกันได้
ลี กาชิง แนะนำให้แบ่งเงินออกเป็น 5 ส่วน โดยหนึ่งในนั้น คือ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ เพื่อเปิดหูเปิดตาหาประสบการณ์ใหม่ๆ และให้รางวัลกับตัวเอง โดยจำนวนเงินที่จะแบ่งออกมาก็ไม่มากมายอะไร แค่ 10% ของรายได้
ถ้าจะเดินตามแนวทางของ “มหาเศรษฐีชาวฮ่องกง” ก็ง่ายนิดเดียว แค่ทุกครั้งที่มีรายได้ให้หักรายได้ไว้ 10% ไปเก็บไว้ในบัญชีเงินออมเพื่อการท่องเที่ยว และถ้าจะให้ดีบัญชีนี้ต้องเป็น “บัญชีลับ” ต้องเป็นบัญชีที่ไม่มีบัตรเอทีเอ็ม ไม่มีบัตรเดบิต ไม่มีอินเตอร์แบงก์กิ้ง เพื่อทำให้เข้าถึงได้ยากที่สุด
สำหรับการวางแผนท่องเที่ยวของครอบครัว อาจจะ “แบ่งหน้าที่ออม” ให้แต่ละคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในแต่ละรายการ เช่น ให้ลูกๆ รับผิดชอบการออมเพื่อจ่ายค่าบัตรเข้าชมสวนสนุก ซึ่งวิธีนี้ยังช่วยสอนให้เด็กๆ รู้จักประหยัดและการออมเงินอีกด้วย
อีกวิธีการหนึ่งที่น่าสนใจ คือ หยอดกระปุก โดยทุกวันที่มีเงินเหลือติดกระเป๋า ให้เททุกบาททุกสตางค์ลงในกระปุกเงินออมเพื่อการท่องเที่ยว อย่าดูถูกเศษเหรียญก้นกระเป๋า เพราะเวลาผ่านไปเงินจำนวนนี้จะกลายเป็นทุนก้อนโตสำหรับการท่องเที่ยว
เก็บแบบอัตโนมัติ
แต่ถ้าการออมแบบตั้งใจ มันยากเกินทำใจ ต้องปรับมาใช้การออมแบบอัตโนมัติ ซึ่งเหมาะมากสำหรับมนุษย์เงินเดือน คนที่มีรายได้ประจำ และ “คนใจอ่อน” โดยตั้งรายการตัดบัญชีเงินเดือนแบบอัตโนมัติ เดือนละเท่าๆ กัน แล้วไปเก็บไว้ในบัญชีลับ
เช่น จากแผนการเดินทางที่เรากำหนดไว้ต้องใช้เงินประมาณ 4.5 หมื่นบาท และเราตั้งใจจะไปเที่ยวในปีหน้า เพราะฉะนั้นเรามีเวลาเก็บเงินอีก 12 เดือน เราก็สามารถตั้งรายการตัดบัญชีอัตโนมัติเดือนละ 4,000 บาท (เผื่อเหลือเผื่อขาดอีกนิดหน่อย)
เพียงเท่านี้ ปีหน้าเราก็มีเงินมากพอที่จะออกเดินทาง
นอกจากจะโอนไปเก็บไว้ในบัญชีลับ หรือบัญชีเงินฝากออมทรัพย์แล้ว ยังอาจจะโอนไปไว้ในบัญชีอื่นๆ ได้อีก เช่น กองทุนตลาดเงิน กองทุนตราสารหนี้ แต่หากมีระยะเวลาการออมไม่นานมาก ไม่ควรเอาไปลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป เพราะปะเหมาะเคราะห์ร้าย เงินหดหายไม่ได้ตามเป้าหมาย อาจจะอดไปเที่ยว
เก็บแบบคนท้องถิ่น
วิธีการออมอีกแบบหนึ่ง ที่นักท่องโลกหลายคนเลือกใช้ คือ การแลกเงินสกุลท้องถิ่นของประเทศที่เราตั้งใจจะไปเที่ยวมาเก็บเอาไว้ให้อุ่นใจ โดยเงินที่แลกมาไว้นี้จะเป็นเงินที่เตรียมไว้ใช้จ่ายระหว่างการท่องเที่ยว เช่น ค่าอาหาร
ถ้าเราเตรียมตัวไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็อาจจะกำหนดไว้ในใจว่า ถ้าเราออมเงินบาทไว้ได้จำนวนหนึ่งแล้ว เราจะนำเงินบาทไปแลกเป็นเงินเยนมาเก็บไว้ (โดยไม่ต้องสนใจเรื่องค่าเงิน)
นอกจากนี้ การแลกเงินมาเก็บไว้ ยังเป็นการบังคับไม่ให้เรานำเงินออมออกไปใช้ก่อนจะถึงเวลาท่องโลก
แบ่งจ่ายเป็นรายงวด
ถ้าเป้าหมายของเราชัดเจนและจริงจัง ไม่จำเป็นต้องเก็บเงินให้ได้ครบตามงบประมาณที่ตั้งไว้แล้วถึงจะเริ่มเดินหน้า เพราะเราสามารถแบ่งค่าใช้จ่ายต่างๆ ออกมาเป็นส่วนๆ และทยอยจ่ายตามความเหมาะสม เช่น ค่าเครื่องบิน ค่าที่พัก
นอกจากนี้ รายจ่ายบางอย่างยิ่งจ่ายล่วงหน้าก็ยิ่งทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น เหมือนกับ “สองสาวโพสต์ทูเดย์” จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์ และ สุกัญญา สินถิรศักดิ์ ที่เพิ่งกลับจากญี่ปุ่นมาหมาดๆ ด้วยงบประมาณคนละ 3.7 หมื่นบาท
“เราตั้งเป้าหมายเก็บเงินให้ได้เดือนละ 5,000 บาท และใช้เวลาเก็บเงินประมาณ 1 ปี แต่เก็บเงินไปได้ก้อนหนึ่งแล้วก็ตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบิน ซึ่งเป็นการจองล่วงหน้าประมาณ 5-6 เดือน ถัดจากนั้นเดือนหนึ่งก็จองห้องพัก ซึ่งได้ราคาค่อนข้างถูก”
นอกจากนี้ การแบ่งจ่ายค่าเครื่องบินและค่าที่พักไปก่อนทำให้ค่าใช้จ่ายไม่มาหนักในครั้งเดียว และหลังจากนั้นก็เป็นการออมเพื่อใช้จ่ายระหว่างท่องเที่ยว
เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย
แต่ถ้าจนแล้วจนรอดก็รู้สึกว่า ไม่มีเงินเหลือสำหรับการท่องเที่ยวได้ตามความตั้งใจ หรือพอตัดเงินไปออมแล้วทำให้ “ชีวิตไม่ลื่น” เหมือนเดิม ก็คงต้องเลือกว่า สภาพคล่องในปัจจุบันกับการท่องเที่ยว อะไรสำคัญมากกว่ากัน และถ้ายังแน่วแน่กับเป้าหมายการท่องเที่ยว เราคงต้องทำอะไรสักอย่าง (หรือหลายๆ อย่าง) เพื่อทำให้มีเงินเหลือ
ถ้าไม่ลดรายจ่าย ก็ต้องหารายได้เพิ่ม หรือทำทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กันได้ยิ่งดี
แต่สิ่งที่ง่ายและทำได้ทันที คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย โดยต้องประหยัดมากขึ้น ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง แต่คงไม่มีใครบอกได้ว่า อะไรคือรายจ่ายที่ไม่จำเป็นสำหรับตัวเรา เพราะคนอื่นอาจจะบอกว่า...
ก็แค่ไม่กินกาแฟแก้วละร้อย
ก็แค่กินข้าวนอกบ้านให้น้อยลง
ก็แค่งดซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนม
ก็แค่เปลี่ยนแพ็กเกจโทรศัพท์ให้น้อยลง
ก็แค่ยกเลิกสมาชิกเคเบิลทีวี
ก็แค่เลิกกินเหล้า/สูบบุหรี่
แต่ถ้ามันไม่ใช่สำหรับเรา ก็ต้องหาวิธีการของเราให้เจอ แล้วบอกกับตัวเองว่า “ก็แค่... ก็ช่วยลดรายจ่ายได้แล้ว”
ไม่ทุ่มหมดตัว
แม้ว่าแผนการท่องเที่ยวจะเป็นเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จ แต่อย่าลืมเก็บเงินสำรองเอาไว้ด้วย เพราะจารุพันธ์เล่าว่า เธอเคยเจอกับ “ภาวะฉุกเฉิน” หลังจากการท่องเที่ยว ดังนั้น เธอจึงแนะนำว่า นอกจากเก็บเงินเพื่อการท่องเที่ยวแล้ว จะต้องเก็บเงินไว้สำหรับรายจ่ายประจำปี และรายจ่ายกรณีฉุกเฉินเอาไว้ด้วย
ว่าแล้วก็เริ่มลงมือกันเลย







