
ทริกเกอร์ลุยต่างประเทศ
วรรณ-ทิสโก้ ฉวยจังหวะหุ้นสหรัฐ-ญี่ปุ่น ร่วง ออกทริกเกอร์ตั้งเป้ากำไรระยะสั้น
วรรณ-ทิสโก้ ฉวยจังหวะหุ้นสหรัฐ-ญี่ปุ่น ร่วง ออกทริกเกอร์ตั้งเป้ากำไรระยะสั้น
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ เปิดเผยว่า บริษัทเปิดขายกองทุนเปิดวรรณ ยูเอส 5 ฟันด์ เน้นลงทุนในกองทุน ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา โดยให้น้ำหนักลงทุน 60% ในดัชนีเอสแอนด์พี 500 และแนสแด็ก ซึ่งถือเป็นการลงทุนหลัก และอีก 30% กระจายลงทุนใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโต ได้แก่ สินค้าบริโภค อุตสาหกรรมการผลิต และวัสดุก่อสร้าง เพื่อเพิ่มผลตอบแทน โดยตั้งเป้าหมายทำกำไร 5% ภายใน 5 เดือน ซึ่งเสนอขายระหว่างวันที่ 18-24 เม.ย.นี้
“ใน 1-2 ปีนี้ เรายังมีมุมมองบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเศรษฐกิจมีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ โดยเชื่อว่าดัชนีเอสแอนด์พี 500 มีโอกาสกลับขึ้นมาที่ 1,920-1,950 จุด และขึ้นไปทดสอบระดับ 2,000 จุด ในระยะต่อจากนี้ แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากปัญหารัสเซียและยูเครน จนทำให้นักลงทุนบางส่วนขายทำกำไรในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แต่ประเมินว่าสถานการณ์จะคลี่คลายในที่สุด”นายวิน กล่าว
นายวิน กล่าวอีกว่า หุ้นที่จะได้รับอานิสงส์จากการปรับขึ้นของดัชนีเอสแอนด์พี 500 คือ กลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นการบริโภคภายในประเทศ เนื่องจากได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของการบริโภค การจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และการเริ่มลงทุนเพิ่มเติมในสินค้าทุนของบริษัทต่างๆ ที่มากขึ้น รวมทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต วัสดุ ขนส่ง ที่ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง
นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า บริษัทเปิดขายกองทุนเปิด ทิสโก้ เจแปน อิควิตี้ ทริกเกอร์ 8% #4 เน้นลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น ผ่านกองทุน Nikkei 225 Exchange Traded Fund อายุโครงการประมาณ 8 เดือน หรือสามารถเลิกโครงการก่อนครบกำหนดอายุโครงการ หากสามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 8% โดยเปิดขายจนถึงวันที่ 25 เม.ย.นี้
“ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับฐานลงมาจากค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งเชื่อว่าเป็นการแข็งค่าเพียงแค่ระยะสั้น และจะกลับมาอยู่ในทิศทางอ่อนค่าในที่สุด จากนโยบายของทางการญี่ปุ่น จึงถือเป็นจังหวะในการเข้าลงทุนอีกครั้ง นอกจากนี้โอกาสที่หุ้นจะปรับตัวลงไปอีกเริ่มมีจำกัด”นายสาห์รัช กล่าว
นอกจากนี้ นายสาห์รัช กล่าวอีกว่า ในปัจจุบันดัชนี Nikkei 225 มีการซื้อขาย|อยู่ที่ 1.7 เท่าของมูลค่าทางบัญชี ซึ่งตํ่ากว่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่เคยอยู่ที่ 2 เท่า และจากความสามารถในการทํากำไรที่เพิ่มขึ้นของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งคาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 15% และการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนตํ่าเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับขึ้นของดัชนี Nikkei 225 ในระยะต่อไป
ขณะที่การปรับขึ้นภาษีอุปโภคบริโภคอย่างเป็นทางการในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมานั้น ตลาดได้มีการรับรู้ความเสี่ยงดังกล่าวแล้ว ประกอบกับรัฐบาลญี่ปุ่นได้มีแผนการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมมูลค่า 6 ล้านล้านเยน ซึ่งคาดว่าช่วยลดผลกระทบจากการขึ้นภาษีดังกล่าวได้เป็นอย่างมาก ทำให้เชื่อว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 30%







