
จัดการขยะให้เป็น
ปัญหาเรื่อง “ขยะ” และ “บ่อขยะ” กลายเป็นปัญหาซ้ำซากที่สังคมไทยจะต้องให้ความสำคัญและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหามากขึ้น
ปัญหาเรื่อง “ขยะ” และ “บ่อขยะ” กลายเป็นปัญหาซ้ำซากที่สังคมไทยจะต้องให้ความสำคัญและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหามากขึ้น
เรื่องการจัดการขยะนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหลังจากตรวจหลุมขยะแพรกษาที่เกิดไฟลุกไหม้เป็นสัปดาห์เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2557 ที่ผ่านมา โดยขอให้ผู้มีอำนาจหน้าที่เข้มงวดเรื่องการบังคับใช้กฎหมายและขอให้หน่วยราชการมีการทำงานแบบบูรณาการ ซึ่งทำงานแบบสอดประสานกันที่เชื่อมโยงส่งต่อกันให้การจัดการขยะเป็นระบบ มีระเบียบ จนไม่เกิดปัญหาเช่นนี้อีกในอนาคต
เมื่อพบว่ามีกากหรือขยะอุตสาหกรรมปนอยู่ในบ่อขยะก็ทำให้ต้องกลับมาคิดว่า ที่พวกเราเคยทำมาในเรื่องการสร้างระบบบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมมันได้ผลขนาดไหน และมีการดำเนินการที่ต่อเนื่องหรือไม่ นั่นเป็นโจทย์ที่หน่วยราชการต้องนำกลับมาพิจารณาปรับปรุงระบบบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมให้ดีขึ้น และตอบโจทย์เรื่องการลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรมให้ได้
โดยหลักวิชาการแล้ว การจัดการขยะให้ “กรีน” ต้องเริ่มต้นที่แหล่งกำเนิด คือไม่ให้เกิดของเสีย ใช้ให้เป็นของดีให้หมด หรือใช้วัตถุดิบให้หมด ทำได้อย่างนี้จะเกิดประโยชน์ที่สองต่อ นอกจากเป็นการลดการใช้ทรัพยากรแล้ว ยังไม่เกิดของเสียที่ต้องไปกำจัดอีกด้วย หากมีของเสียเกิดขึ้นก็ควรจะพิจารณาส่งต่อให้ผู้ที่สามารถใช้ประโยชน์ต่อไปได้ เช่น ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอื่น หรือใช้เป็นพลังงานในเตาเผาอุตสาหกรรมที่ได้รับอนุญาต เหล่านี้เป็นหลักการการจัดการเพื่อให้เกิด zero waste to landfill หมายถึงไม่ให้มีของเสียฝังกลบ เพราะหลุมฝังกลบ มีประเด็นที่ต้องติดตามควบคุมดูแลทั้งในช่วงใช้งานและในช่วงที่ปิดการใช้งานแล้ว
เรื่องนี้ทำให้สหภาพยุโรปออกกฎหมายห้ามฝังกลบสำหรับของเสียบางประเภท โดยเฉพาะของเสียที่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีก และของเสียที่ย่อยสลายได้ โดยมีแนวคิดว่าการฝังกลบของเสียจะเป็นหนทางสุดท้ายเมื่อจนปัญญาหาวิธีการจัดการอื่น
ในการฝังกลบจะก่อให้เกิดก๊าซมีเทนจากการย่อยสลายอินทรียสารในขยะ หากสะสมมากก็อาจจะติดไฟได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นการลดการฝังกลบจะลดความเสี่ยงในการก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม และทำให้ลดการปลดปล่อยมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกด้วย (ก๊าซมีเทนมีศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน 23 เท่าของคาร์บอนไดออกไซด์)
แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าการเผาทำลายขยะจะเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับ แต่หมายความว่าเราจะต้องหาวิธีจัดการเอาทรัพยากรกลับมาใช้เป็นประโยชน์ให้ได้เป็นลำดับแรกก่อน
เรื่องบ่อขยะที่แพรกษา จ.สมุทรปราการ นี้ มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องถึง 12 ฉบับ และมีหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน และมีเอกชนจำนวนมากที่ทำผิดกฎหมายด้วย คำถามที่ว่าใครจะต้องรับผิดชอบก็คงต้องว่ากันไปตามเนื้อผ้า
ในความเป็นจริงแล้ว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาพบว่ามีหลายท้องถิ่นหันมาสนใจเทคโนโลยีจัดการขยะมูลฝอยแบบใช้ความร้อน ซึ่งมีอยู่หลายตัวด้วยกัน และแน่นอนที่จะต้องคิดค่าความคุ้มทุนด้วยว่าเหมาะสมไหมกับประโยชน์ที่จะได้รับ เช่น การร่อนเอาพลาสติกมาทำเป็นแท่งเชื้อเพลิง หรือเอามาทำไพโรไลซิสเป็นน้ำมันดำ ซึ่งต้องคำนึงถึงปัจจัยทางเทคนิคในเรื่องคุณสมบัติและการปนเปื้อนของพลาสติกที่ได้ การจัดการปัญหามลพิษที่เกิดขึ้น รวมถึงปัจจัยเศรษฐศาสตร์ คือ มูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับค่าเชื้อเพลิงในตลาด หลายโครงการมีอันต้องพับไปหรือหยุดประกอบกิจการเนื่องจากอุปสรรคจากทั้งสองปัจจัยที่กล่าวมา
แต่นั่นไม่ได้หมายถึงให้ละเลยการฟื้นฟูบ่อขยะชุมชน แต่ต้องมีการบูรณาการกันระหว่างผู้ผลิต คือ บ่อขยะ และผู้บริโภค คือ อุตสาหกรรม ต้องมาดูว่าผู้บริโภคต้องการอะไร แล้วผู้ผลิตต้องทำอย่างไรถึงจะส่งมอบสินค้าตามที่ลูกค้าต้องการได้ โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
ดังนั้น เพื่อให้การจัดการขยะเป็นกรีน จึงไม่ได้อยู่แค่ที่เทคโนโลยีจัดการขยะ แต่อยู่ที่การลดการเกิดขยะและแยกขยะเพื่อให้นำกลับไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ที่สำคัญที่สุด คือ การบูรณาการการทำงานและการแก้ปัญหาร่วมกันของส่วนราชการและผู้เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบครบวงจร
ทั้งหมดทั้งปวงข้างต้นนี้ เป็นเพียงปฐมบทแห่งการจัดการขยะให้เป็น Green ซึ่งมีเรื่องจะต้องว่ากันอีกยาว
เมื่อโหมโรงแล้วก็ต้องจริงจังต่อเนื่อง ครับผม!







