
ลุ้นเคาะ"คูปอง"สู่ยุคทีวีดิจิทัลเต็มรูปแบบ
การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ในวันที่ 17 เม.ย.นี้
โดย...ณัฐวรรณ ฉลองขวัญ
การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ในวันที่ 17 เม.ย.นี้ จะมีวาระพิจารณาราคาของคูปองที่จะแจกให้กับประชาชนกว่า 22 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการซื้ออุปกรณ์รับชมในการเปลี่ยนผ่านจากระบบออกอากาศสู่ทีวีดิจิทัลทั้ง 24 ช่อง
ทั้งนี้ ในเบื้องต้น กสท.ได้ปรับราคาคูปองจากเดิมที่คำนวณตามราคากลางที่เริ่มต้นประมูล คือ ครัวเรือนละ 690 บาท เพิ่มเป็น 1,200 บาท เนื่องจากคูปองราคาเดิมที่กำหนด 690 บาท ไม่ครอบคลุมอุปกรณ์ทั้งหมดโดยเฉพาะเสาอากาศเพื่อให้การรับสัญญาณทำได้ดีขึ้น รวมถึงราคากล่องรับชม (เซต ท็อป บ็อกซ์) ก็ยังมีราคาเฉลี่ยสูงกว่า 1,000 บาท
“มูลค่าคูปองที่จะแจกให้ประชาชน หากสรุปราคาที่ 1,200 บาท ก็จะใช้เงินกองทุน กทปส. 2.74 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะหักมาจากเงินที่ได้จากการประมูลช่องรายการทีวีดิจิทัล 5.08 หมื่นล้านบาท แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะต้องการให้คูปองที่แจกนั้นครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยที่ประชาชนไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเลย เพื่อให้การรับชมทีวีดิจิทัลเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ” ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. และเลขาธิการกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) กล่าว
ทว่าในมุมมองผู้ประกอบการกลับให้ความเห็นที่แตกต่าง โดยระบุว่า คูปองซื้อกล่องทีวีดิจิทัลที่กำหนดไว้เพียง 1,200 บาท น่าจะน้อยเกินไป
วิศรุต ปิยกุลวัฒน์ อุปนายกสมาคมสื่อดิจิตอลเพื่อผู้บริโภค ระบุว่า ต้องการให้ กสท.พิจารณาราคาคูปองทีวีดิจิทัลเพิ่มเป็น 2,000 บาท เนื่องจากเป็นราคาที่เหมาะสมและครอบคลุมกับอุปกรณ์รับชมทีวีดิจิทัลทั้งหมด แบ่งเป็น กล่องรับสัญญาณ ที่ปัจจุบันมีราคาประมาณ 1,000-1,500 บาท และเสาอากาศ ที่ราคาตลาดอยู่ประมาณ 300-500 บาท
หากราคาคูปองอยู่ที่ 2,000 บาท ก็จะช่วยสนับสนุนการรับชมให้กับประชาชนอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ วิศรุต เสนอว่า กสท.ควรทำวิจัยเพื่อศึกษาราคาคูปองและความต้องการใช้งานของผู้บริโภคว่ามีรายละเอียดอย่างไรบ้าง และหากต้องการให้การแจกคูปองถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง น่าจะต้องนำบิลค่าไฟฟ้าของครัวเรือนมาแสดง ไม่ใช่การแจกคูปองให้ทุกครัวเรือนทั่วประเทศตามสำมะโนประชากร
ขณะที่ พรเทพ เบญญาอภิกุล นักวิจัยโครงการ กล่าวว่า กสทช.ต้องกำหนดมูลค่าคูปองอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีผลกระทบต่องบดำเนินโครงการและการแข่งขันในตลาด ซึ่งผลประโยชน์อาจตกอยู่กับผู้ผลิต เพราะการกำหนดราคาคูปองเท่ากับเป็นการกำหนดราคาขั้นต่ำของราคากล่องรับสัญญาณ ซึ่งนั่นอาจทำให้ไม่เกิดการแข่งขันของราคากล่องทีวีดิจิทัลในตลาด และการลดราคากล่องให้ต่ำกว่ามูลค่าคูปอง
“ควรจะมีการวางเงื่อนไขครัวเรือนที่มีสิทธิรับคูปองให้ชัดเจน โดยใช้ระบบการยื่นขอ ‘สมัครรับคูปอง’ แทนการให้โดยอัตโนมัติ พร้อมวางกำหนดระยะเวลาแจกและการใช้คูปองและระบบการชำระเงินด้วย” พรเทพ เสนอแนะ
พรเทพ บอกว่า การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุดทีวีดิจิทัลเต็มรูปแบบ สิ่งที่ กสทช.ควรดำเนินการแต่เนิ่นๆ คือ การบังคับใช้เกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป (มัสต์แครี่) ตามสัดส่วนและความเหมาะสม เพราะการออกอากาศรายการผ่านช่องทีวีดิจิทัลควบคู่ไปกับการออกอากาศผ่านทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีนั้น จะสร้างภาระต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการโทรทัศน์รายเล็กบางราย ซึ่งให้บริการประชากรในสัดส่วนที่น้อย หรือในพื้นที่ที่ผู้ประกอบการรายอื่นๆ หรือรายใหญ่ๆ ทำหน้าที่มัสต์แครี่อยู่แล้ว
“สถานะมัสต์แครี่แต่ละช่องควรจะต้องถูกพิจารณากันอยู่เสมอ เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับภารกิจการบริการสังคมที่แต่ละช่องมีหน้าที่ ไม่เช่นนั้นผู้ประกอบการรายเล็กก็ไปไม่รอด” พรเทพ บอก
งานนี้ก็ต้องติดตามกันดูว่า การแจกคูปองทีวีดิจิทัล 4 เขตบริการ รวม 17 จังหวัด เช่น กทม. ปริมณฑล เชียงใหม่ และหัวเมืองใหญ่ จะมีปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ หรือไม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธาน กสท. ย้ำหนักแน่นว่า “จะยังไม่เริ่มประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้อย่างเต็มที่ในขณะนี้ เพื่อไม่ต้องการให้ประชาชนเกิดความสับสน ทั้งบอกว่าหากเร่งประชาสัมพันธ์เร็วเกินไปในช่วงที่การออกอากาศยังไม่พร้อม จะเกิดผลในเชิงลบมากกว่า”
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าการออกอากาศทีวีดิจิทัลเริ่มทดลองออกอากาศตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้แล้ว และจะออกอากาศเต็มรูปแบบในเดือน มิ.ย.นี้







