
เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด...จะส่งผลลบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นหรือไม่?
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของ Fed ในวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา มีมติให้ลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ลงอีกเดือนละ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหลือ 5.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาด แต่ได้มีการยกเลิกการส่งสัญญาณนโยบายการที่อิงกับเป้าหมายเดิม (อัตราการว่างงานเป้าหมาย 6.5% และเงินเฟ้อไม่เกิน 2.5%) และเปลี่ยนไปพิจารณาปัจจัยเชิงคุณภาพมากขึ้น โดยดูจากสภาวะเศรษฐกิจในภาพกว้างขึ้น ทั้งในด้านการจ้างงาน แนวโน้มเงินเฟ้อ และตลาดการเงิน เป็นต้น
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของ Fed ในวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา มีมติให้ลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ลงอีกเดือนละ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหลือ 5.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาด แต่ได้มีการยกเลิกการส่งสัญญาณนโยบายการที่อิงกับเป้าหมายเดิม (อัตราการว่างงานเป้าหมาย 6.5% และเงินเฟ้อไม่เกิน 2.5%) และเปลี่ยนไปพิจารณาปัจจัยเชิงคุณภาพมากขึ้น โดยดูจากสภาวะเศรษฐกิจในภาพกว้างขึ้น ทั้งในด้านการจ้างงาน แนวโน้มเงินเฟ้อ และตลาดการเงิน เป็นต้น
แต่ปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อตลาด คือ ผลสำรวจมุมมองอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ซึ่งส่งสัญญาณว่า Fed อาจเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น และในอัตราที่เร็วกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า โดยค่ากลาง (Median) ของอัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate ที่ผู้ตอบแบบสอบถามคิดว่าเหมาะสม ณ สิ้นปี 2015 อยู่ที่ 1% เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจในเดือน ธ.ค. ที่ 0.75% และสิ้นปี 2016 ที่ 2.25% (จากเดือน ธ.ค. ที่ 1.75%) นอกจากนั้นประธาน Fed นาง Janet Yellen ยังกล่าวย้ำต่อผู้สื่อข่าวว่า Fed จะยังคงดอกเบี้ยต่ำไว้หลังยุติ QE เป็นเวลา “ราว 6 เดือน” ซึ่งชี้ว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกอาจเกิดขึ้นในช่วงต้นไตรมาส 2/2015 เร็วกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้เดิมว่าเป็นช่วงครึ่งปีหลังของปี 2015
ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มีช่วงที่ Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงปี 1994-1995 ปี 1999-2000 และปี 2004-2006
เราได้ทำการศึกษาผลกระทบของการขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate ต่อตลาดหุ้น โดยวัดความเคลื่อนไหวของดัชนี S&P500 ในช่วงตั้งแต่ 6 เดือนก่อนวันที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ถึงวันที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งสุดท้าย และวัดผลกระทบเชิงลบต่อตลาด โดยการปรับตัวลงของดัชนี S&P500 ตั้งแต่จุดสูงสุดไปถึงจุดต่ำสุดในช่วงที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย
เราพบว่า
1.ผลกระทบต่อตลาดหุ้นขึ้นอยู่กับความเร็วมากกว่าปริมาณในการขึ้นดอกเบี้ยทั้งหมด โดยหากเปรียบเทียบผลกระทบต่อตลาดหุ้นในการขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งที่ผ่านมา การขึ้นดอกเบี้ยที่มีผลกระทบเชิงลบต่อตลาดมากที่สุด คือ ช่วงปี 1994-1995 ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว (ครั้งละ 50–75 bps) และในขณะนั้น Fed ยังไม่มีการให้สัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยล่วงหน้า รวมถึงไม่มีการประกาศอัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate อย่างเป็นทางการในวันที่มีมติ ซึ่งก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในตลาดตราสารหนี้ และสถาบันการเงินหลายแห่งประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักจากการถือครองตราสารหนี้ ส่วนตลาดหุ้นในช่วงดังกล่าวมีความผันผวนสูง และปรับตัวขึ้นได้เพียง 2% ในช่วงที่เราทำการศึกษา (ตั้งแต่ 6 เดือนก่อนวันที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ถึงวันที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งสุดท้าย)
ส่วนในช่วงปี 1999-2000 และ 2004-2006 ตลาดหุ้นสามารถปรับตัวขึ้นได้ เนื่องจากเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป และ Fed มีการให้สัญญาณทิศทางดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดสามารถซึมซับข่าวการขึ้นดอกเบี้ยได้ล่วงหน้า และไม่ก่อให้เกิดภาวะตื่นตระหนก โดยในช่วงตั้งแต่ต้นปี 1999 ถึงกลางปี 2000 ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นถึง 19.3% (คิดเป็น 13.6% ต่อปี) และในช่วงต้นปี 2004 ถึงกลางปี 2006 ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น 14.7% (คิดเป็น 5.6% ต่อปี)
2.ตลาดหุ้นมักปรับตัวขึ้นก่อนขึ้นดอกเบี้ย ในช่วงที่เราทำการศึกษา ตลาดหุ้นมักปรับตัวขึ้นในช่วง 6 เดือนก่อนขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจนนำไปสู่การขึ้นดอกเบี้ย เพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ โดยตลาดจะทำจุดสูงสุดในช่วงก่อน หรือภายใน 1 เดือนหลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก
3.ตลาดมักปรับฐานในช่วงเริ่มต้นการขึ้นดอกเบี้ย แต่จะฟื้นตัวขึ้นหลังจากนั้น ตลาดหุ้นมักปรับฐานลงทำจุดต่ำสุดในช่วงราว 13 เดือนหลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นและทำจุดสูงสุดใหม่ภายใน 6 เดือนหลังจากขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก (ยกเว้นในปี 1994 ซึ่งตลาดทำจุดสูงสุดใหม่หลัง Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ยในเวลา 1 ปีให้หลัง)
เราเชื่อว่าการปรับขึ้นของดอกเบี้ยในครั้งนี้ จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นมากนัก และยังคงคำแนะนำ Overweight ในตลาดหุ้น โดยเฉพาะตลาดหุ้น North Asia และญี่ปุ่น ที่จะได้รับผลดีจากการแข็งค่าของค่าเงินเหรียญสหรัฐ และแนะนำขายทำกำไรทองคำ ซึ่งจะถูกกดดันจากภาวะดอกเบี้ยขึ้น และเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีนี้







