
วิเคราะห์หลักทรัพย์อย่างง่าย?
แม้ภาพตลาดหุ้นในปัจจุบันยังผันผวน แต่สิ่งที่อยากนำเสนอในบทความวันนี้ เป็นจุดเริ่มของการวิเคราะห์หลักทรัพย์อย่างง่าย อันที่จริงผมจัดรายการเปิดสายตอบคำถามนักลงทุนมาบ่อยครั้ง แน่นอนว่าบางครั้งก็จะมีคำถามแบบต้องการสูตรสำเร็จคือ ซื้อหุ้นตัวไหน หรือบางครั้งก็ต้องการเพียงการประเมินแนวรับแนวต้านในระยะสั้นของราคาหุ้น แต่สิ่งที่ผมพบบ่อยมากๆ ก็คือ การที่นักลงทุนยังไม่รู้ลึกเกี่ยวกับหุ้นที่จะลงทุน แต่ต้องการลงทุนระยะยาว ซึ่งโดยส่วนตัวไม่แน่ใจเพราะว่ากระแสความนิยมของคำว่า VI หรือไม่ จึงทำให้เกิดความต้องการในการลงทุนระยะยาว ซึ่งโดยหลักการแล้วต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ปัญหาก็คือ ถ้าเป็นเพียงข้ออ้างแล้ว อาจจะทำให้การแนะนำการลงทุนครั้งนั้นผิดพลาดในการแนะนำอย่างยิ่ง เพราะการลงทุนระยะยาวต้องอาศัยหลักการและการประเมินในเชิงปัจจัยพื้นฐาน
แม้ภาพตลาดหุ้นในปัจจุบันยังผันผวน แต่สิ่งที่อยากนำเสนอในบทความวันนี้ เป็นจุดเริ่มของการวิเคราะห์หลักทรัพย์อย่างง่าย อันที่จริงผมจัดรายการเปิดสายตอบคำถามนักลงทุนมาบ่อยครั้ง แน่นอนว่าบางครั้งก็จะมีคำถามแบบต้องการสูตรสำเร็จคือ ซื้อหุ้นตัวไหน หรือบางครั้งก็ต้องการเพียงการประเมินแนวรับแนวต้านในระยะสั้นของราคาหุ้น แต่สิ่งที่ผมพบบ่อยมากๆ ก็คือ การที่นักลงทุนยังไม่รู้ลึกเกี่ยวกับหุ้นที่จะลงทุน แต่ต้องการลงทุนระยะยาว ซึ่งโดยส่วนตัวไม่แน่ใจเพราะว่ากระแสความนิยมของคำว่า VI หรือไม่ จึงทำให้เกิดความต้องการในการลงทุนระยะยาว ซึ่งโดยหลักการแล้วต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ปัญหาก็คือ ถ้าเป็นเพียงข้ออ้างแล้ว อาจจะทำให้การแนะนำการลงทุนครั้งนั้นผิดพลาดในการแนะนำอย่างยิ่ง เพราะการลงทุนระยะยาวต้องอาศัยหลักการและการประเมินในเชิงปัจจัยพื้นฐาน
แต่การเก็งกำไรระยะสั้นจะเน้นในแง่ของจิตวิทยาการลงทุน อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการขจัดการหลอกตัวเองและไม่ยอมรับตัวเอง ซึ่งน่าจะเป็นทุกคนไม่เว้นนักลงทุนมือใหม่ ผมนำเสนอวิธีการวิเคราะห์อย่างง่าย และนักลงทุนมือใหม่ก็สามารถทำได้ด้วยตัวเอง เพียงท่านสามารถเข้าข้อมูลทาง Internet ได้
เริ่มต้นก่อนที่ท่านจะคิดลงทุนหุ้นระยะยาว (กรณีคิดเก็งกำไรไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้เพราะแค่มองว่าอีก 12 สัปดาห์จะมีข่าวดีหรือไม่ก็เพียงพอ) ท่านต้องรู้เบื้องต้นก่อนว่าบริษัทที่ท่านจะลงทุนทำธุรกิจอะไร เพราะการรู้เราจะสามารถคาดการณ์ได้ว่าธุรกิจที่เราจะลงทุนนั้นดี
ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงเวลาที่มีนโยบายรถคันแรก ธุรกิจที่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ก็จะมีผลประกอบการดี หรือธุรกิจที่เป็นส่วนควบ เช่น สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อรถยนต์ก็จะดีตามไปด้วย เป็นต้น กล่าวง่ายๆ ก็คือ อย่าไปสวนกระแสในการลงทุนแนวโน้มใหญ่และสิ่งที่คิดก็ต้องมองไกล กรณีจะลงทุนระยะยาวเป็นเจ้าของจริงๆ เพราะกรณีย้อนไปตัวอย่างเดิม นักลงทุนก็สามารถทราบได้ว่า กรณีหมดนโยบายรถคันแรกผลกระทบในแง่ลบก็ต้องเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็ควรจะมีมุมที่ต้องคิดเผื่อในด้านลบด้วย ซึ่งเมื่อทราบว่าบริษัทที่เราลงทุนทำธุรกิจอะไรก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะมองได้ว่า ธุรกิจดังกล่าวดีหรือไม่ดี แต่อาจจะยกเว้นบางธุรกิจที่ต้องใช้ความรู้พิเศษ เช่น ปิโตรเคมี เป็นต้น
ลำดับต่อมาเราสามารถพิจารณาผลประกอบการย้อนหลังของบริษัทดังกล่าวได้ โดยท่านอาจจะเข้าไปดูใน www.set.or.th หรือที่อื่นๆ ได้อีกมากมาย วิธีการพิจารณาก็ไม่จำเป็นต้องซ้ำซ้อนเหมือนนักวิเคราะห์ที่มีการพิจารณากัน โดยอาจจะพิจารณาง่ายๆ จากกำไรสุทธิว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงและคิดเป็นร้อยละ เปรียบเทียบว่า 1.ราคาหุ้นที่มีการปรับตัวขึ้นมาสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของกำไรหรือไม่ 2.มองธุรกิจไปข้างหน้าว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องหรือไม่ 3.อัตราจ่ายปันผล (กรณีกำไรเพิ่มขึ้น การจ่ายปันผลมักจะเพิ่มขึ้นด้วย) ทั้งหมดนี้เป็นวิธีง่ายๆ ในการวิเคราะห์และน่าจะเป็นการเริ่มต้นในการเป็นนักลงทุนระยะยาวแบบถูกต้อง ซึ่งกรณีมีความเป็นไปได้ในบทความครั้งต่อๆ ไปจะนำเสนอข้อมูลให้ลึกลงมากกว่าเดิม
วกกลับมาภาพตลาดหุ้น ณ ปัจจุบัน โดยการพิจารณาในเชิงการวิเคราะห์ทางเทคนิคประกอบจะพบว่า SET INDEX ไม่ได้เคลื่อนไหวต่ำกว่า 1,370-1,380 แม้จะมีการถึงเป้าหมายของ SET INDEX ที่ 1,400 จุดแล้ว
แต่ต้องยอมรับว่าความสำคัญของการกลับมาซื้อของนักลงทุนต่างประเทศมีสูงขึ้น และในปัจจุบันแม้ปัจจัยเสี่ยงยังสูง แต่การกลับมาซื้อต่อเนื่องอาจจะประเมินได้ว่า เขาเชื่อว่าปัจจัยลบมีการตอบรับกับข่าวร้ายไปแล้ว อีกทั้งเมื่อพิจารณากำไรบริษัทจดทะเบียนก็ไม่ได้ลดลงต่ำกว่าที่คาด เพราะฉะนั้นหลังวันหยุดยาวกรณี SET INDEX ไม่ได้เคลื่อนไหวต่ำกว่า 1,3701,380 ผมคิดว่ากรอบสูงสุดของ SET INDEX มีความเป็นไปได้ที่ขยายตัวขึ้นไปที่ 1,500 จุด!!!







