
ทิสโก้กำไรวูบ18%
ค่าฟีสินเชื่อลดตั้งสำรองหนี้เพิ่มตามคาด‘ธนาคารแลนด์ฯ’เจ๋งโกย226ล้านบาท
ค่าฟีสินเชื่อลดตั้งสำรองหนี้เพิ่มตามคาด‘ธนาคารแลนด์ฯ’เจ๋งโกย226ล้านบาท
เป็นไปตามคาด ทิสโก้ฯ เปิดกำไร 934 ล้าน ลดลง 18% สินเชื่อและค่าธรรมเนียมลด สำรองเพิ่ม
บริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) เป็นธนาคารแห่งแรกที่ประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาสแรกของปี 2557 โดยมีกำไรสุทธิเพียง 934 ล้านบาท ลดลง 218.81 ล้านบาท หรือ 18.96% เมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงเดียวกันที่มีกำไรสุทธิ 1,153.50 ล้านบาท แต่เพิ่มขึ้น 14.74% จากไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ที่มีกำไรสุทธิ 814 ล้านบาท
สาเหตุที่ทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิลดลง เกิดจากไตรมาสแรกปีนี้มีรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจหลักอยู่ที่ 1,404.98 ล้านบาท ลดลงจำนวน 291 ล้านบาท คิดเป็น 17.2% และยังตั้งสำรองหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญและขาดทุนจากการด้อยค่า จำนวน 1,170 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของสินเชื่อและหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เพื่อรองรับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 1.89% เพิ่มขึ้นจาก 1.7% เมื่อสิ้นปีก่อน
นอกจากนั้น บริษัทมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 284,655 ล้านบาท ลดลง 7,495 ล้านบาท หรือลดลง 2.6% จากสิ้นปี 2556 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัจจุบันทิสโก้มีสินเชื่อรายย่อยสูงถึง 70.1%
รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่ลดลง เกิดจากรายได้ค่าธรรมเนียมของธุรกิจธนาคารที่ลดลง 5.2% เพราะในไตรมาสแรกปี 2556 มีการบันทึกรายได้พิเศษ รวมถึงการชะลอตัวของค่าธรรมเนียมจากธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจนายหน้าประกันภัย และรายได้จากค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลดลงถึง 54.2% ตามมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ลดลง และส่วนแบ่งตลาดของ บล.ทิสโก้ ลดลงจาก 2.6% เหลือ 2.5% เกิดจากส่วนตลาดของนักลงทุนสถาบันต่างประเทศลดลงจาก 4.2% เหลือ 3%
สำหรับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 202.5 ล้านบาท หรือ 9.6% เป็น 2,305 ล้านบาท ส่วนอัตราผลตอบแทนของเงินให้สินเชื่ออยู่ที่ 6.5% อยู่ในระดับเดียวกับไตรมาสแรกปี 2556
“กำไรที่ดีขึ้นของทิสโก้ ส่งผลให้มูลค่าหุ้นทางบัญชีอยู่ที่ 30.23 บาท เพิ่มขึ้นจาก 29 บาท เมื่อสิ้นปี 2556” นางอรนุชอภิศักดิ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มทิสโก้ ระบุ
กำไรของ TISCO จำนวน 934 ล้านบาท นับว่าใกล้เคียงหรือต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ เช่น บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) คาดไว้ที่ 995 ล้านบาท เพราะการลดลงของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่คิดเป็น 70% ของสินเชื่อทั้งหมดยังซบเซาในปีนี้ จึงคาดว่าจะขยายตัวอย่างอนุรักษนิยมที่ 6%
ทั้งนี้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำเพียง”ถือ” เนื่องจากแนวโน้มผลการดำเนินงานจะยังไม่ดีขึ้น เพราะลูกค้ารายใหญ่เช่าซื้อจะต้องใช้เวลาในการเรียกความเชื่อมั่น โดยดีบีเอสฯให้ราคาเป้าหมายหุ้นละ 44 บาท
ด้านบริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (LHBANK) ประกาศกำไรสุทธิไตรมาสแรกปีนี้ถึง 226 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 8.16% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 209 ล้านบาท
กำไรที่ดีขึ้นเป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 17.32% เป็น 746 ล้านบาท ตามการขยายตัวของเงินให้สินเชื่อทุกภาคส่วน ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลง 39.41%
ธนาคารได้ตั้งสำรองหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ รวมถึงค่าเผื่อการปรับมูลค่าจากการปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 150 ล้านบาท สัดส่วนเงินสำรองพึงมีต่อเงินสำรองพึงกัน อยู่ที่ 143.47%
ด้านราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังคงดีดตัวขึ้นแรง ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น แม้ว่าธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ได้ให้สิทธิเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นแล้วก็ตาม ส่วนธนาคารกรุงเทพ (BBL) จะแจกเงินปันผลหุ้นละ 4 บาทในสัปดาห์นี้ ส่งผลให้มีแรงซื้อหุ้นเข้ามาหนาตา ปิดที่ 190 บาท บวก 2.50 บาท







