
โยกเก้าอี้บิ๊กคลังกระชับอำนาจฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ปัญหาการเมืองที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะจบได้ภายในเร็วๆ นี้
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ปัญหาการเมืองที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะจบได้ภายในเร็วๆ นี้ จะทำให้มีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศที่หยุดอยู่กับที่มานานให้เดินหน้า
ภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่หนีไม่พ้นการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ แต่ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งแก้ไขเป็นการด่วน คือการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพอีกครั้ง เพราะตอนนี้เศรษฐกิจอยู่ในอาการหนัก เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจดับสนิท ทั้งการบริโภค การลงทุน การเบิกจ่าย ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง ทำให้เศรษฐกิจไทยแช่อยู่ในอ่างเป็นเวลานาน จะมีเพียงการส่งออกเท่านั้นที่พอพึ่งได้
การเข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ มีการมองกันว่าหากมีการเปลี่ยนขั้วจากรัฐบาลเดิมที่รักษาการอยู่ในปัจจุบัน จะต้องมีการปรับแขนขาที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจครั้งใหญ่
การปรับทัพของรัฐบาลใหม่เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ หนีไม่พ้นผู้บริหารในกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อน แต่ทว่ารัฐบาลรักษาการปัจจุบันมีการแต่งตั้งผู้บริหารของกระทรวงการคลังหลายตำแหน่งผิดฝาผิดตัว เพราะยึดหลักของความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากกว่าความเหมาะสมในการทำงาน
ดังนั้น รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศไม่มีทางเลือกที่จะปรับขบวนทัพผู้บริหารกระทรวงการคลัง เพื่อเป็นแขนขาผลักดันมาตรการนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นภารกิจเร่งด่วน
อันดับแรก ตำแหน่ง รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ที่ได้รับการแต่งตั้งนอกฤดูกาลก่อนที่จะมีการยุบสภาไม่นาน โดยเข้ามาแทนที่ อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ที่ถูกรัฐบาลโยกไปนั่งเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เนื่องจากรัฐบาลไม่พอใจที่ไม่สนองนโยบายประชานิยมของรัฐบาลเท่าที่ควร โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวที่ต้องการให้กู้เงินกรอบที่กำหนดเพื่อมาใช้หนี้ชาวนา
ตำแหน่งของรังสรรค์ถือว่าหวั่นไหวที่สุด เพราะนอกจากถูกตั้งมาเพราะมีความใกล้ชิดการเมืองแล้ว ยังถือว่าไม่เหมาะกับสถานการณ์ในช่วงที่เศรษฐกิจมีปัญหา ทำให้รังสรรค์ที่โตมาจากกรมสรรพากรสายงานเก็บภาษีต้องเหนื่อยกับการรับมือออกมาตรการเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงขาลง
ดังนั้น หากรัฐบาลเปลี่ยนขั้วจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการสลับตำแหน่งกันระหว่างอารีพงศ์ ที่จะโยกกลับมานั่งเป็นปลัดคลัง เพราะมีความรู้เรื่องเศรษฐกิจภาพรวมมากกว่า สามารถที่จะคิดและผลักดันมาตรการต่างๆ ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว
ในขณะที่ รังสรรค์ ที่มีความสามารถด้านการบริหาร การประสานกับผู้ร่วมงานทั้งที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาการและผู้ใหญ่จากฝ่าการเมือง ก็จะได้ใช้ความสามารถในการพัฒนาระบบราชการในช่วงเวลาที่อายุราชการเหลืออีก 1 ปีกว่าๆ ซึ่งจะเป็นการวางกำลังคนถูกที่ถูกสถานการณ์มากกว่า
การเปลี่ยนอันดับต่อมา คือ การโยกย้ายผู้บริการกรมภาษีทั้ง 3 กรม คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร เนื่องจากขณะนี้มีปัญหาทำผลงานไม่เข้าเป้า การเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าจำนวนมาก ดังนั้นจึงต้องมีการวางมือทำงานเร่งเก็บรายได้ให้เข้าเป้าตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้
โดยเป้าใหญ่อยู่ที่ ราฆพ ศรีศุภอรรถ อธิบดีกรมศุลกากร ที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับฝ่ายการเมืองกลุ่มปัจจุบัน ทั้งยังถูกวางตัวว่าจะขึ้นเป็นปลัดกระทรวงการคลังต่อจากรังสรรค์เมื่อเกษียณอายุราชการในปี 2558 ซึ่งหากมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล ราฆพมีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกโยกมานั่งตำแหน่งรองปลัดหรือผู้ตรวจคลัง
สำหรับคนที่จะมานั่งเป็นอธิบดีกรมศุลกากรคนใหม่ยังหาตัวแทนได้ยาก ตัวเก็งยังเป็น สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ซึ่งเคยนั่งเป็นอธิบดีกรมศุลกากรมาแล้วหนึ่งครั้ง และพยายามปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น จนมีปัญหาทำงานและถูกโยกย้ายกลับมาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)
นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ยังอาจต้องการให้สมชัยอยู่ในตำแหน่งเดิม เพื่อเป็นกำลังหลักในการออกมาตรการต่างๆ มาฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพราะสมชัยเป็นคนทำงานและโตมาจาก สศค. ที่ผ่านมาได้พยายามผลักดันมาตรการทางการคลังเพื่อวางรากฐานทางเศรษฐกิจจำนวนมาก ทั้งการปรับโครงสร้างภาษี การเก็บภาษีที่ดิน แต่ยังไม่ได้รับการสานต่อจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน
ขณะเดียวกันยังมีชื่อของประสงค์ พูนธเนศ ผู้อำนวยการ สคร. ที่อาจจะได้กลับไปนั่งตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากรอีกครั้ง รวมถึงสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ที่อยู่ในข่ายได้กลับไปนั่งในตำแหน่งนี้อีกหนเช่นกัน เพราะสมชายเป็นผู้บริหารคลังอีกหนึ่งคน ซึ่งที่ผ่านมาได้แสดงออกชัดเจนว่าเลือกการเมืองข้างไหน เป็นผู้บริหารคลังที่สนับสนุนนโยบายรัฐบาลทุกรัฐบาล ภายใต้กรอบที่ไม่ทำอะไรนอกกฎหมายหรือผิดระเบียบของหน่วยงานนั้นๆ
ด้านเก้าอี้ของสุทธิชัย สังขมณี อธิบดีกรมศุลกากร ยังต้องลุ้นว่าจะอยู่หรือไป แม้ว่าจะถูกรัฐบาลปัจจุบันตั้งขึ้นมาเป็นอธิบดีกรมสรรพากร แต่รัฐบาลต้องคิดหนักที่จะหาคนไปแทนตำแหน่งนี้ เพราะไม่มีคนสายตรงจากสรรพากรเข้าไปแทนที่ การโยกสาธิต รังคสิริ ผู้ตรวจกลับไปนั่งตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรอีกครั้ง ก็ยังติดปัญหาที่ตอนโยกนายสาธิตออกมาจากเก้าอี้นี้ มีปัญหาข้าราชการกรมสรรพากรทุจริตการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มส่งออก ทำให้ประเทศเสียหายถึง 4,000 ล้านบาท ซึ่งยังอยู่ระหว่างหาคนผิดและดำเนินคดี
ขณะที่บิ๊กเบอร์สองของกรมสรรพากรก็ยังอยากที่จะดันทะลุขึ้นมานั่งเป็นเบอร์หนึ่ง ประกอบกับช่วงนี้ สุทธิชัยเร่งเครื่องขายไอเดียการรีดภาษียกใหญ่เหมือนเป็นการโชว์แผนงานให้เข้าตารัฐบาลใหม่
สำหรับตำแหน่งบิ๊กคลังในตำแหน่งอื่นๆ ที่น่าจับตา คือเก้าอี้ของนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ ที่ถูกมองว่ามีความใกล้ชิดกับกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง อย่างมาก โดยอาจจะถูกเข้ามานั่งเป็นรองปลัดหรือผู้ตรวจคลัง โดยมีชื่อของอำนวย ปรีมนวงศ์ ผู้ตรวจคลังที่เป็นลูกหม้อ เป็นเต็งหนึ่งที่จะมานั่งเป็นอธิบดีกรมธนารักษ์คนใหม่ และมีม้ามืดอย่างประสิทธิ์ สืบชนะ ผู้ตรวจคลัง ลูกหม้อกรมธนารักษ์ เป็นคนเบียดแย่งตำแหน่งนี้
ถึงแม้ว่าการเมืองยังไม่สะเด็ดน้ำ แต่บิ๊กกระทรวงการคลังต่างเตรียมพร้อมกับการถูกโยกย้าย เพราะรู้ดีว่าหากมีรัฐบาลใหม่ต่างขั้ว กระทรวงการคลังจะต้องถูกปรับขบวนครั้งใหญ่เพื่อกระชับอำนาจทางการเมืองและการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจเป็นการเร่งด่วน







