
บิทคอยน์สยายปีกรุกคืบตลาดอาเซียน
แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะประกาศมาตรการออกมาครั้งแรก และอาจถือเป็นประเทศแรกของโลก
โดย...ทีมข่าวการเงิน
แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะประกาศมาตรการออกมาครั้งแรก และอาจถือเป็นประเทศแรกของโลก เมื่อเดือน ก.ค. 2556 ไม่รับรองสกุลเงินบิทคอยน์ (Bitcoin) และบรรดาเงินสกุลดิจิทัลเสมือนจริงอื่นๆ ในประเทศไทย พร้อมทั้งออกประกาศเตือนเป็นรอบที่สองในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ทว่าในทางปฏิบัติจริงนั้น กลับไม่สามารถสกัดกั้นกระแสการไหลบ่าเข้ามาของนวัตกรรมเงินเสมือนจริงเหล่านี้ ที่กำลังขยายตัวไปทั่วภูมิภาคเอเชียได้
ปัจจุบันยังไม่มีใครทราบข้อมูลที่ชัดเจนว่า มีเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลในไทยมากน้อยเพียงใด เนื่องจากไม่ได้รับการรับรองว่าเป็นสกุลเงินที่สามารถชำระเงินและการทำธุรกรรมตามกฎหมาย แต่เมื่อตรวจสอบตามเว็บไซต์และชุมชนออนไลน์ พบว่ามีการให้บริการเกี่ยวกับบิทคอยน์อย่างแพร่หลายในไทย โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ การขุดเหมืองบิทคอยน์ (Bitcoin Mining) และการค้าเงิน (Trading)
การขุดบิทคอยน์ดูจะเป็นธุรกิจที่เปิดเผยมากที่สุด เนื่องจากไม่สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย โดยมีการเปิดขาย “เหมือง” ทั้งมือหนึ่งและมือสอง และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งเหมืองในที่นี้ก็คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพความเร็วและหน่วยความจำสูงกว่าปกติ ใช้คำนวณสูตรทางคณิตศาสตร์แบบอัลกอริธึมเพื่อให้ได้บิทคอยน์มา
ภัทรพล กีรติสิน ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ bitcoin.bangrak.com เปิดเผยว่า คนไทยส่วนใหญ่จะนิยมขุดบิทคอยน์มากกว่าซื้อขาย โดยเริ่มสนใจกันมากในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีมูลค่าพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 1,100–1,200 เหรียญสหรัฐต่อบิทคอยน์ (BTC) ก่อนที่ราคาจะร่วงลงมาในระดับราว 600 เหรียญสหรัฐในปัจจุบัน โดยการลงทุนรายย่อยอาจเริ่มตั้งแต่หลักราว 3 หมื่นบาท ไปจนถึงหลักแสน
“ในไทยส่วนใหญ่จะเป็นการขุดกันมากกว่า ส่วนที่เทรดก็มีพอสมควร เป็นการเชื่อใจเทรดกันในกลุ่มเล็กๆ ถ้ากลุ่มใหญ่หน่อยก็ไปเว็บต่างประเทศ แต่ส่วนใหญ่แล้วยังไม่ใช่ตลาดที่จริงจังมากนัก ยังเป็นแบบปากต่อปากกันมากกว่า ตอนนี้ทางเว็บก็มีคนมาติดต่อสอบถามข้อมูลอยู่เรื่อยๆ มีหน้าใหม่เฉลี่ยสัปดาห์ละ 10 คน ลงทุนจริงสัก 5 คน” ภัทรพล กล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบการซื้อขายแลกเปลี่ยนบิทคอยน์ในไทยในลักษณะที่เปิดเผยเท่าที่ควร ส่วนใหญ่เป็นเว็บที่เปิดรับธุรกรรมเฉพาะบนเว็บไซต์โดยไม่มีหน้าร้านจริง และบางเว็บไซต์ เช่น bitcoin.co.th ก็ไม่สามารถติดต่อทางเบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้ และจำกัดการสอบถามข้อมูลเฉพาะทางอีเมลเท่านั้น
แม้จะมีเว็บไซต์ทั้งด้านการเทรดและการขุดสกุลเงินเสมือนจริงเหล่านี้แพร่หลายในไทย ทว่าหากเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านในอาเซียนหลายประเทศแล้ว พบว่าการรุกคืบและหลั่งไหลเข้ามาของเงินเสมือนมีความเข้มข้นกว่ามาก โดยบิทคอยน์กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วใน 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์
สิงคโปร์นั้นถือเป็นชาติในอาเซียนที่เปิดกว้างต่อเงินรูปแบบใหม่นี้มากที่สุด ปัจจุบันมีทั้งร้านค้าจริงที่เปิดให้ซื้อสินค้าและบริการด้วยเงินบิทคอยน์มากขึ้น และมีการเปิดให้บริการตู้เอทีเอ็มบิทคอยน์เป็นแห่งแรกในอาเซียน โดยรัฐบาลสิงคโปร์ให้ความยอมรับ สะท้อนได้จากการที่ธนาคารกลางสิงคโปร์ (เอ็มเอเอส) เตรียมออกกฎระเบียบขึ้นมาควบคุมการใช้เงินสกุลดังกล่าวขึ้น เท่ากับยอมรับสถานะของบิทคอยน์ในฐานะสินทรัพย์รูปแบบหนึ่งที่ใช้ในการทำธุรกรรมได้ตามกฎหมาย
ด้านมาเลเซีย ขณะนี้ถือเป็นชุมชนผู้ใช้เงินดิจิทัลเสมือนจริงรายใหญ่ในอาเซียน ปัจจุบันมีการเปิดให้บริการเอทีเอ็มบิทคอยน์จากผู้ให้บริการเจ้าเดียวกันกับสิงคโปร์แล้ว 2 แห่ง คือ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ และปีนัง แต่ก็ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากทางการมาเลเซีย โดยยังไม่ออกมาตรการควบคุมใดๆ เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ที่เริ่มพบการเทรดบิทคอยน์ตามเว็บไซต์เพิ่มขึ้น
สำหรับเวียดนามกับอินโดนีเซีย แม้ทางการของทั้งสองประเทศจะประกาศไม่รับรองสถานะของเงินดิจิทัลเสมือนจริง และไม่สนับสนุนให้ประชาชนใช้เงินสกุลเหล่านี้ หลังจากการล้มละลายของบริษัทแลกเปลี่ยนค่าเงินรายใหญ่ “เมาท์ ก๊อกซ์” ในญี่ปุ่น ภาคเอกชนในเวียดนามกลับเดินหน้าเปิดตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนค่าเงินบิทคอยน์ขึ้นเป็นครั้งแรกภายในปีนี้ ผ่านบริษัทท้องถิ่นที่จับมือบริษัทสัญชาติอิสราเอล เช่นเดียวกับอินโดนีเซียที่มีเว็บไซต์ซื้อขายแลกเปลี่ยนบิทคอยน์ขึ้นอย่างเป็นระบบ มูลค่าเฉลี่ยวันละ 30 บิทคอยน์ (เกือบ 5 แสนบาท) เพิ่มขึ้นราว 6 เท่าจากปลายปีที่ผ่านมา ที่อินโดนีเซียยังมีการประกาศขายวิลล่าสุดหรูบนเกาะบาหลีด้วยเงินสกุลบิทคอยน์เป็นครั้งแรกในเอเชีย ราคาราว 1,000 BTC หรือ 19 ล้านบาท
แม้รัฐบาลหลายประเทศในอาเซียนจะไม่สนับสนุนธุรกิจนี้ แต่กลุ่มผู้ถือครองที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์อย่างดี ประกอบกับมีบริษัทลงทุนในกลุ่มเวนเจอร์แคปปิตอลที่หันมาลงทุนสตาร์ทอัพทั่วโลกในธุรกิจบิทคอยน์มากขึ้น จนมีเงินทุนรวมแล้วถึง 117 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้เชื่อว่าแรงผลักดันจากทั้งเอกชนและชุมชนผู้ใช้บิทคอยน์ในภูมิภาคนี้ จะค่อยๆ ขยายตัวไปทั่วอาเซียนและภูมิภาคเอเชียอย่างช้าๆ อย่างต่อเนื่อง
ตราบใดที่ไม่มีการสกัดกั้นทางกฎหมาย หรือไม่เกิดความเสียหายมหาศาลอย่างเมาท์ ก๊อกซ์ 2 ขึ้นมา จนสร้างความหวาดผวาให้เห็นอีกครั้งในเร็วๆ นี้







