
เอ็กซิมแบงก์เกียร์ว่างส่งออกสิ้นหวัง
ก่อนปี 2555 ที่การส่งออกของไทยขยายตัวได้ดี ปีละ 15% ขึ้นไป บางปี 20% ไม่มีใครคิดถึงบทบาทของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์)
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ก่อนปี 2555 ที่การส่งออกของไทยขยายตัวได้ดี ปีละ 15% ขึ้นไป บางปี 20% ไม่มีใครคิดถึงบทบาทของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ในการหนุนช่วยเรื่องการส่งออกของผู้ประกอบการไทย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะผู้ประกอบการมีช่องทางเลือกมากมายในการทำธุรกรรมกับธนาคารพาณิชย์
แต่หลังจากนั้นการส่งออกของไทยประสบปัญหา ขยายตัวลดลงฮวบฮาบ ปี 2555 เติบโตเพียง 3.12% และปี 2556 ถึงขั้นหดตัว 0.31% ก็เริ่มมีคำถามกับบทบาทของเอ็กซิมแบงก์ ในยุคที่ คนิสร์ สุคนธมาน นั่งเป็นกรรมการผู้จัดการ ที่ดูเหมือนจะไม่กระตือรือร้นที่จะเข้ามามีส่วนในการช่วยผลักดันการส่งออก การลงทุน ตามเจตนารมณ์เริ่มแรกของการก่อตั้งธนาคารแห่งนี้
จนชื่อ “เอ็กซิมแบงก์” แทบจะหายไปจากประเทศไทยแล้ว
แม้กระทั่ง สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่มีหน้าที่ขันนอตการทำงานของธนาคารรัฐเพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังออกปากว่า เอ็กซิมแบงก์ควรมีบทบาทด้านการค้า การลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น
ทั้งที่ภาวะเช่นนี้ เอ็กซิมแบงก์ต้องมีบทบาทเข้าไปช่วยผู้ประกอบการเจาะหรือเปิดตลาดการส่งออกใหม่ๆ เช่น ตลาดแอฟริกา หรือแม้กระทั่งตลาดกลุ่มอาเซียนที่กำลังคึกคักอยู่
รวมทั้งการร่วมกับภาคเอกชนในการเข้าไปเปิดพื้นที่ลงทุนใหม่ๆ ในต่างประเทศ เพื่อรองรับสถานการณ์การลงทุนที่เปลี่ยนไปในประเทศ ทั้งปัญหาเรื่องค่าแรงขั้นต่ำที่สูงขึ้น การขาดแคลนวัตถุดิบ เป็นต้น และเมื่อเปิดพื้นที่การลงทุนใหม่ได้ เอ็กซิมแบงก์ก็ต้องเข้าสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการเหล่านี้ในช่วงตั้งไข่
แต่เมื่อไร้บทบาทเหล่านี้ เอ็กซิมแบงก์ช่วงที่ผ่านมาจึงแทบไม่มียอดสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้นเลย เห็นได้จากสิ้นปี 2556 ที่ผ่านมา ที่มียอดสินเชื่อคงค้าง 6.75 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเพียง 900 ล้านบาท เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ต้องการเพิ่มสินเชื่อ 3,000 ล้านบาท ถึง 3 เท่า และแม้จะมีกำไร แต่ไม่ได้มาจากรายได้การปล่อยสินเชื่อ เพราะส่วนใหญ่มาจากการลดค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่ได้ถือว่าเป็นฝีมือในการบริหารแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ในขณะที่ปีนี้ทุกฝ่ายเฝ้ารอความหวังให้การส่งออกมาเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจไม่ให้สู่ภาวะถดถอย แต่ก็มีการประเมินกันแล้วว่า เป้าหมาย 5% อาจจะเป็นไปได้ยากขึ้น หลังจากที่จีนซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของไทยและมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจ
ดังนั้น เอ็กซิมแบงก์จึงยิ่งจะต้องเข้ามามีบทบาทนำในการหนุนช่วยเรื่องการส่งออก แต่เมื่อดูรายละเอียดในนโยบายปี 2557 นี้ เอ็กซิมแบงก์กลับมีนโยบายที่จะให้ความสำคัญกับสินเชื่อนักลงทุนที่ผูกกับโครงการภาครัฐมากกว่า ทั้งที่เอ็กซิมแบงก์นั้นมีเครื่องมือสำคัญในการหนุนช่วยผู้ส่งออกอยู่ นั่นคือ บริการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อการส่งออก ซึ่งเป็นบริการที่ไม่มีในธนาคารพาณิชย์
บริการดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยผู้ส่งออกที่ต้องการเปิดตลาดใหม่ๆ หรือแม้จะเป็นตลาดใหญ่ แต่ผู้นำเข้าที่เป็นบริษัทใหญ่มักไม่ต้องการเปิดแอลซีให้กับผู้ส่งออก ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไทยมักจะไม่ปล่อยให้กู้ เพราะมีความเสี่ยงว่าผู้ส่งออกจะไม่ได้รับชำระค่าสินค้า ซึ่งบริการนี้ไม่มีในธนาคารพาณิชย์ทั่วไป
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ในฐานะอดีตกรรมการผู้จัดการเอ็กซิมแบงก์ ระบุว่า เป็นเรื่องที่ถูกต้องว่าเอ็กซิมแบงก์จะต้องไม่ไปแย่งธุรกิจกับแบงก์พาณิชย์ เพราะสิ่งที่เอ็กซิมแบงก์ต้องทำ คือ การไปเริ่มในสิ่งที่ธนาคารพาณิชย์ทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ ไม่ใช่ไปทำในจุดที่แบงก์พาณิชย์ทำได้ เช่น ร่วมปล่อยกู้ซินดิเคทโลน เพียงเพื่อเพิ่มปริมาณสินเชื่อ เพราะซินดิเคทโลนนั้น แบงก์ไหนก็ทำได้อยู่แล้ว ไม่ต้องพึ่งเอ็กซิมแบงก์
ด้าน พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานหอการค้าไทย ระบุว่า การส่งออกจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจปีนี้ไม่ให้ติดลบ แต่ไม่มีกลไกรัฐเข้ามาสนับสนุน เช่น เอ็กซิมแบงก์ ที่ควรจะมีบทบาทเข้ามาช่วยเอกชน แต่ที่ทำมีเพียงการประกันเครดิตการค้าให้กับผู้ส่งออกที่เป็นเอสเอ็มอี ด้วยต้นทุนการใช้บริการที่ค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับการใช้บริการจากธนาคารเอกชน
จากนี้คงต้องจับตาไม่กะพริบว่าผู้บริหารเอ็กซิมแบงก์จะปรับบทบาทตนเอง เพื่อเพิ่มบทบาทเอ็กซิมแบงก์หรือไม่ อย่างไร







