
หนุนลงทุนนิคมวิจัยหนทางสร้างธุรกิจแกร่ง
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
ปี 2557 เรียกว่าเป็นปีพิสูจน์ความแข็งแกร่งของธุรกิจเอกชนไทยอย่างแท้จริง เพราะมีปัจจัยลบหลายด้านกระทบต่อธุรกิจ ทั้งการเมืองที่ไม่มีข้อยุติ เศรษฐกิจในประเทศอยู่ในภาวะอ่อนแอ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคถดถอย และเศรษฐกิจโลกยังไม่มีแนวโน้มฟื้นตัว ธุรกิจจะเอาตัวรอดได้หรือไม่ หนึ่งในข้อแนะนำสำหรับเอกชนไทยในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจแข็งแกร่งคือ “การใช้งานวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม”
“เจนกฤษณ์ คณาธารณา” ผู้อำนวยการ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เปิดเผยว่า อยากกระตุ้นให้ภาคเอกชนไทยให้ความสำคัญกับการใช้งานวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างธุรกิจและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อภาคเอกชนอย่างมาก และหนึ่งในช่องทางพัฒนาธุรกิจด้วยเทคโนโลยีนั้น อยากให้เอกชนเข้ามาลงทุนในนิคมวิจัย
การเข้ามาลงทุนในนิคมวิจัยจะได้รับสิทธิประโยชน์ ทั้งสิทธิพิเศษด้านลงทุนเท่ากับการลงทุนในเขตส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เขต 3 โดยการลงทุนในช่วง 8 ปีแรกจะไม่เสียภาษี แต่ในปีที่ 913 จะเสียภาษีลดลง 50% จากปกติ รวมทั้งได้สิทธิพิเศษด้านการลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของเงินลงทุนวิจัย
ปัจจุบันมีนักวิจัยที่ทำงานอยู่ในนิคมวิจัยมากกว่า 2,000 คน แบ่งเป็น นักวิจัยของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประมาณ 1,800 คน ที่เหลือเป็นนักวิจัยของภาคเอกชน และยังมีเครื่องมือเพื่อช่วยการทำวิจัยครบครัน และทันสมัยมากสุดในประเทศส่งผลดีให้นักวิจัยของบริษัทต่างๆ สามารถหารือและพัฒนางานวิจัยด้านต่างๆ ได้มากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมให้บริษัทที่เข้ามาอยู่ในนิคมวิจัยเจรจาร่วมทุนเป็นพันธมิตรและจับคู่ทางธุรกิจ
ปัจจุบันพื้นที่ของนิคมวิจัย (ระยะ) เฟส 2 ได้เปิดให้เอกชนเข้ามาเช่าพื้นที่ ตั้งแต่ปลายปี 2556 จำนวน 4 ตึก พื้นที่รวม 124,000 ตร.ม. โดยภาคเอกชนเข้ามาเช่าพื้นที่เต็มแล้วในอาคาร 2 และอาคาร 4 ส่วนอาคาร 1 และอาคาร 3 ยังมีพื้นที่เหลือให้เอกชนเข้ามาเช่าพื้นที่ได้ ซึ่งคิดค่าเช่าพื้นที่เพียง 300 บาทต่อ ตร.ม.เท่านั้น คาดว่าภายใน 3 ปีการเช่าพื้นที่ในนิคมแห่งการวิจัยจะเต็มทั้งหมด
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยากส่งเสริมและสนับสนุนให้เข้ามาลงทุนในนิคมวิจัย คือ อุตสาหกรรมอาหารและชิ้นส่วนยานยนต์ เพราะเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ โดยมีสัดส่วน 12-13% เมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศ (จีดีพี) คิดเป็นมูลค่า 4.3-4.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงิน 1.2 ล้านล้านบาท จากจีดีพีประเทศที่ 10 ล้านล้านบาท
ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย ติดอันดับ 9 ของโลก และเป็นอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว โดยต้องการให้มีการลงทุนด้านนวัตกรรม พัฒนาการผลิต และใช้วัตถุดิบ ที่มีการพัฒนาการผลิตในอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์สูงมากขึ้น ส่วนแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์มีมากกว่า 3 แสนคน
ด้านอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศที่มีความสำคัญ และนโยบายของประเทศได้วางแผนให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก จึงจำเป็นต้องใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และงานวิจัยใหม่ๆ มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรของไทย ซึ่งแรงงานในอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรมีมากกว่า 17 ล้านคน
สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กที่กำลังเริ่มต้นทำธุรกิจและกลุ่มเอสเอ็มอี ก็มีความสนใจเข้ามาลงทุนเปิดห้องวิจัยในนิคมวิจัยมากขึ้นเช่นกัน เพราะในนิคมวิจัยเฟส1 ที่เปิดตั้งแต่ 2545 มีบริษัทเข้ามาเช่าพื้นที่รวม 60 บริษัท แบ่งเป็น บริษัทใหญ่ 20 ราย และที่เหลือเป็นเอสเอ็มอี โดยและอยากให้บริษัทขนาดเล็ก เข้ามาจัดตั้งห้องวิจัยมากขึ้น เพราะทำให้บริษัทมีเทคโนโลยีการผลิตใหม่ พัฒนาสินค้า ส่งผลดีให้สามารถแข่งขันได้ระยะยาวทั้งในประเทศและอาเซียน
“เจนกฤษณ์” กล่าวถึง การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ว่า เอกชนควรเร่งใช้งานวิจัยเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในอาเซียน และอยากให้เกิดการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อพัฒนาการวิจัยต่างๆ เพราะประชากรในอาเซียน มีจำนวน 600 ล้านคน คิดเป็นอันดับ 8 ของโลก ซึ่งหากร่วมมือกันจะส่งผลดีทำให้เกิดการแข่งขันกับประเทศต่างๆ ได้เพิ่มขึ้น
ประเทศที่เป็นผู้นำด้านการลงทุนงานวิจัยในอาเซียนคือ สิงคโปร์ สัดส่วนงบลงทุนด้านวิจัยของประเทศอยู่ที่ 2% เมื่อเทียบกับจีดีพีรองลงมา มาเลเซีย 0.80.9% อันดับสาม ไทย 0.37% และอันดับสี่ เวียดนาม ใกล้เคียงกับประเทศไทย
“เจนกฤษณ์” กล่าวทิ้งท้ายว่า ในปีนี้แม้ว่าประเทศไทยจะเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจชะลอตัว แต่พบว่าภาคเอกชนสนใจลงทุนการวิจัยสูงขึ้นในระยะยาว จึงมีแผนเปิดเฟส 3 ของนิคมวิจัย โดยอยู่ในพื้นที่ใกล้กับแห่งปัจจุบัน จ.ปทุมธานี และมีแผนสร้างนิคมวิจัยในภูมิภาคต่างๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ จะใช้งบลงทุนกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยลงทุนแต่ละแห่ง 3,000 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มลงทุนใน 4-5 ปีนับจากนี้ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเพิ่มความสามารถแข่งขันด้านเทคโนโลยีสูงสุดและทำให้การลงทุนด้านวิจัย มีสัดส่วน 1% ของจีดีพี ภายใน 4-5 ปีข้างหน้า







