
เลือกที่ใช่หรือใช่กว่า
เมื่อกล่าวถึงการลงทุน สโลแกนที่ตามมาทันที คือ “High riskhigh return” แต่บางคนบอกว่า “High returnhigh risk” สิ ตรงกว่า เพราะเรามักถูกชวนให้ลงทุนด้วย High Return ส่วน High Rrisk เขาอาจบอกชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง แต่เราต้องท่องจำและเข้าใจ เอาไว้เตือนตัวเองค่ะ
เมื่อกล่าวถึงการลงทุน สโลแกนที่ตามมาทันที คือ “High riskhigh return” แต่บางคนบอกว่า “High returnhigh risk” สิ ตรงกว่า เพราะเรามักถูกชวนให้ลงทุนด้วย High Return ส่วน High Rrisk เขาอาจบอกชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง แต่เราต้องท่องจำและเข้าใจ เอาไว้เตือนตัวเองค่ะ
มีการเก็บข้อมูลหุ้นกู้ที่ออกขายในปี 2556 พบว่า หุ้นกู้ที่เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนรายบุคคลหรือนิติบุคคลเป็นการทั่วไป (Public Offering) มากกว่าครึ่งเป็นหุ้นกู้ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับค่อนข้างต่ำ (BBB, BB, B) ในขณะที่หุ้นกู้ที่เสนอขายในวงจำกัด (Private Placement) และที่เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ เกือบทั้งหมดเป็นหุ้นกู้ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสูง (AAA, AA, A)
วันก่อน พี่ปอ เพื่อนบ้าน แวะมาคุย บอกว่าเห็นโปสเตอร์ที่ธนาคารโฆษณาหุ้นกู้และขณะที่ยืนรอกดเงินที่ ATM ก็เห็นโฆษณาอีก ตัวเลขผลตอบแทนที่บอกไว้สะดุดตามากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากเป็นเท่าตัว พอไปถามพนักงานว่า “หุ้นกู้นี้เสี่ยงไหม?” ได้รับคำตอบว่า “อยู่ในกลุ่มน่าลงทุน Investment Grade ได้ระดับเครดิต BBB” พี่ปอไม่ค่อยแน่ใจว่า Investment Grade หรือ BBB คืออะไร แต่ก็ใกล้ A น่าจะไม่ค่อยเสี่ยง คงเป็นทางเลือกที่ใช่! ...ถ้าเป็นอย่างนี้ รายย่อยอย่างเรามาทำความรู้จัก Credit Rating กันเถอะค่ะ
Credit Rating คืออันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถประเมินความสามารถของผู้ออกหุ้นกู้ (หรือลูกหนี้ของเรา) ว่าจะสามารถชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นได้หรือไม่ บริษัทที่ทำหน้าที่จัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ในประเทศต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. ปัจจุบันมี 2 แห่ง คือ บริษัท ทริส เรทติ้ง และ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) ใช้สัญลักษณ์แสดงอันดับ 8 อันดับ เริ่มจาก AAA ซึ่งมีอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุด จนถึง D ซึ่งเป็นอันดับต่ำสุด โดยแบ่งอันดับออกเป็น 2 กลุ่ม (ข้อมูลจาก www.trisrating.com)
กลุ่มตราสารหนี้ระดับน่าลงทุน (Investment grade bonds) ได้แก่
AAA ความน่าเชื่อถือสูงสุด คือ มีความเสี่ยงต่ำสุด มีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นมากที่สุด การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจและเศรษฐกิจจะส่งผลกระทบน้อยมาก
AA ความน่าเชื่อถือสูงมาก มีความเสี่ยงต่ำมาก แต่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ มากกว่า AAA
A ความน่าเชื่อถือสูง มีความเสี่ยงต่ำ แต่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์มากกว่าอันดับเครดิตที่สูงกว่า
BBB ความน่าเชื่อถืออยู่ในเกณฑ์พอใช้ มีความเสี่ยงปานกลาง มีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นในเกณฑ์ที่เพียงพอ แต่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์มากกว่าอันดับเครดิตที่สูงกว่า
กลุ่มตราสารหนี้ระดับเก็งกำไร (Speculative grade bonds) ได้แก่
BB ความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับปานกลาง มีความเสี่ยงในระดับสูง มีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นในเกณฑ์ต่ำกว่าระดับปานกลาง และจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งอาจส่งผลให้ความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เพียงพอ
B ความน่าเชื่อถือต่ำมาก มีความเสี่ยงในระดับสูงมาก มีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นในเกณฑ์ต่ำ และอาจจะหมดความสามารถในการชำระหนี้ได้ตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์
C มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูงที่สุด บริษัทไม่มีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นตามกำหนดอย่างชัดเจน
D เป็นระดับที่อยู่ในสภาวะผิดนัดชำระหนี้ โดยผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นได้ตามกำหนด
อันดับความน่าเชื่อถือนี้ เมื่อประกาศครั้งแรกในวันที่ออกหุ้นกู้นั้นแล้ว สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดอายุของหุ้นกู้ หากมีเหตุการณ์ที่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งบริษัทจัดอันดับเครดิตมีกระบวนการทบทวนคุณภาพของหุ้นกู้ แต่หากเหตุการณ์นั้นยังไม่ชัดเจนหรือสรุปผลไม่ได้ เช่น มีการควบรวมกิจการ ลงทุนใหม่ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินทุนหรือแผนงาน อาจมีการประกาศ Credit Alert ช่วยผู้ลงทุนให้ระมัดระวังในการลงทุนในหุ้นกู้นั้น นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มอันดับเครดิต (Rating Outlook) ที่สะท้อนความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงอันดับเครดิตของผู้ออกหุ้นกู้ในระยะปานกลางหรือระยะยาวด้วย
ผู้ลงทุนสถาบันนิยมลงทุนหุ้นกู้ระดับ Investment Grade เพราะผู้ลงทุนสถาบันส่วนหนึ่ง เช่น บริษัทจัดการกองทุนรวม นำเงินของประชาชนมาลงทุนจึงไม่ต้องการที่จะเสี่ยงมาก สำหรับผู้ลงทุนรายย่อยหากเห็นว่าไม่ค่อยมีหุ้นกู้เครดิตดีๆ มาให้ลงทุน ก็ลองพิจารณาลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ดูนะคะ อาจเป็นทางเลือกที่ใช่กว่าก็ได้ค่ะ







