
ระเบิดเวลารอบอมบ์ตลาดหุ้นไทย
หลังจากเล่นน้ำสงกรานต์ด้วยความสนุกสนาน เรากลับกันมาดูที่ตลาดหุ้นบ้านเรากันต่อ ถ้าเรามาดูสถิติการซื้อขายของต่างชาติจะเห็นว่าเดือน พ.ค.และ มิ.ย. มักจะเป็นช่วงที่มีนักลงทุนต่างชาติมีการปรับพอร์ตการลงทุน ซึ่งพลอยทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงตามไปด้วย
หลังจากเล่นน้ำสงกรานต์ด้วยความสนุกสนาน เรากลับกันมาดูที่ตลาดหุ้นบ้านเรากันต่อ ถ้าเรามาดูสถิติการซื้อขายของต่างชาติจะเห็นว่าเดือน พ.ค.และ มิ.ย. มักจะเป็นช่วงที่มีนักลงทุนต่างชาติมีการปรับพอร์ตการลงทุน ซึ่งพลอยทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงตามไปด้วย
ประกอบกับคำตัดสินขององค์กรกลางในหลายๆ เรื่องที่จะประดังกันมาในช่วงปลายเดือน เม.ย.พ.ค. และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ถ้ามีการปะทะกันของมวลชนสองฝ่าย ระหว่าง กปปส.กับ นปช. เราจะเห็นได้ว่ายังมี Unknown Factors รออยู่มากมายในช่วงเวลาใกล้ๆ นี้ ประกอบกับตัวเลขหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยเรา ที่คาดว่าจะขึ้นไปถึง 84% ภายในสิ้นปีนี้ ติดตามมาเลเซียเข้าไปอย่างใกล้ติด โดยมาเลเซียเริ่มทรงตัวที่ 88% แล้ว โดยธนาคารพาณิชย์ในมาเลเซียเริ่มโดนลด Credit Rating จากสถาบัน S&P ลง เนื่องจากสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ในระดับที่สูงแล้ว Sovereign Credit Rating
รวมทั้ง Credit Rating ของธนาคารพาณิชย์ไทย จะโดนลดหรือปรับมุมมองในทางที่แย่ลงหรือไม่ เป็นเรื่องที่เราคงต้องติดตามกันต่อไป และมีอีก 4 เรื่องที่จะเป็นระเบิดเวลารอบอมบ์ตลาดหุ้นไทย คือ
1.อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 7% ซึ่งเป็นอัตราที่ลดลงจากอัตราที่ตั้งไว้ 10% ซึ่งจะมีผลถึงวันที่ 30 ก.ย. 2557 นี้เท่านั้น ซึ่งจะต้องรอดูว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะอนุมัติตามคำขอขยายเวลาในการใช้อัตรา 7% ต่อไปอีก 1 ปี ของกระทรวงการคลังหรือไม่ ซึ่งญี่ปุ่นเองก็เพิ่งจะปรับขึ้นภาษีผู้บริโภคจากอัตรา 5% เป็น 8% เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2557 และจะปรับขึ้นเป็น 10% ในเดือน ต.ค. 2558 ซึ่งคงส่งผลให้ GDP ของญี่ปุ่นมีการหดตัวลงจากผลกระทบอันนี้ เพราะว่าผู้คนจะรู้สึกว่าสินค้าและบริการแพงขึ้น แต่ช่วงเดือน มี.ค.ยอดค้าปลีกของญี่ปุ่นดีขึ้นทันตาเห็น จากการที่ผู้บริโภคเร่งจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าและบริการไว้ล่วงหน้า
ลองคิดดูสิครับ ถ้าท่านกำลังจะตัดสินใจซื้อนาฬิกาหรูเรือนละ 1 ล้านเยน นั่นหมายความว่า ราคานาฬิกาที่ยังไม่รวมภาษีผู้บริโภคที่ 5% เท่ากับ 1,000,000/ 1.05=952,380.95 เยน พอภาษีผู้บริโภคเปลี่ยนเป็น 8% ผู้บริโภคต้องซื้อนาฬิกาเรือนเดียวกันหลังวันที่ 30 มี.ค. 2557 ที่ราคา 1.08 คูณด้วย 952,380.95 เท่ากับ 1,028,571.43 เยน ซึ่งพ่อค้าคงปรับราคาเป็นตัวเลขกลมๆ ที่ 1,030,000 เยน
นั่นหมายความว่า ผู้บริโภคต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าซื้อนาฬิกาแพงขึ้นอีกประมาณ 3% ซึ่งถ้า กกต.ไม่อนุมัติ สถานการณ์อย่างนี้ก็คงเกิดขึ้นที่ประเทศไทยเช่นกัน คนที่จะได้รับผลกระทบนี้เต็มๆ ก็คือ รากหญ้าที่หาเช้ากินค่ำคงต้องเดือดร้อน ชักหน้าไม่ถึงหลังมากขึ้น หนี้ครัวเรือนที่ปัจจุบันสูงอยู่แล้ว ก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก
อนึ่งใน ASEAN ส่วนใหญ่จัดเก็บอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มกันที่ 10% ในขณะนี้ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่จัดเก็บสูงสุดที่อัตรา 12%
2.การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ปัจจุบันเรียกเก็บในอัตรา 20% จากระดับปกติ ที่ 30% ซึ่งจะครบกำหนดที่เรียกเก็บในอัตราส่วนลดนี้ในสิ้นปี 2557 ซึ่งทางกระทรวงการคลังได้ทำเรื่องขอขยายเวลาไปอีก 1 ปี กับทาง กกต.อีกเช่นกัน มิฉะนั้นจะทำให้ผลประกอบการของนิติบุคคล ซึ่งก็รวมถึงบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และ mai จะมีผลกำไรลดลงทันทีในปีหน้า
ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น สมมติว่าบริษัทกำไรก่อนหักภาษีปี 2557 และปี 2558 ที่ 100 บาท ปี 2557 เสียภาษี 20% ในขณะที่ปี 2558 เสียภาษี 30% กำไรสุทธิหลังหักภาษีปี 2557 จะเท่ากับ 80 บาท ขณะที่ปี 2558 กำไรจะเหลือเพียง 70 บาท จะเห็นได้ว่ากำไรปี 2558 เทียบกับปี 2557 ลดลงถึง 12.50% ซึ่งมากกว่าอัตราภาษีที่ขึ้นเพียง 10% จาก 20% เป็น 30%
กลุ่มนักวิเคราะห์คงต้องปรับประมาณการผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนลง และผมเชื่อว่าจะมีการปรับขึ้นราคาของสินค้าและบริการกันแน่นอน เพราะว่านักธุรกิจคงไม่อยากเห็นกำไรของบริษัทลดลง
3.EU ได้เริ่มตัดสิทธิทางศุลกากร (GSP) สินค้าไทยบางรายการตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2557 และจะตัดสิทธิ GSP ทุกรายการสินค้าตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558 เป็นต้นไป เนื่องจากระบบ GSP ใหม่ของ EU ได้ยกเลิกการให้ GSP กับประเทศที่อยู่ในกลุ่มรายได้ระดับ Upper Middle Income ซึ่งปัจจุบันธนาคารโลกได้จัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มนี้ติดต่อกันมา 3 ปีแล้ว
ลองค้นหาข้อมูลกันดูนะครับ เชื่อว่าบริษัทจดทะเบียนที่ท่านถือหุ้นอยู่ อาจผลิตสินค้าที่จะถูกยกเลิก GSP ในปีหน้า ซึ่งแน่นอนต้องมีผลกระทบทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้แพงขึ้น ในสายตาผู้นำเข้าในประเทศกลุ่ม EU ประเทศคู่แข่งเรายังได้สิทธิ GSP อยู่ โอกาสที่ผู้นำเข้าสินค้าเหล่านี้จะเปลี่ยนใจไปซื้อจากประเทศคู่แข่งมีความเป็นไปได้สูง
4.สิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ซึ่งจะหมดอายุในปี 2559 ถ้าไม่มีการขยายเวลาออกไป เม็ดเงินที่อยู่ในกองทุน LTF ที่มากกว่า 2 แสนล้านบาท จะเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่จะถล่มตลาดหุ้นในปีหน้าเป็นแน่ ซึ่งจะพลอยทำให้ธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์จดทะเบียนกองทุนรวม มีโอกาสเติบโตติดลบจากการที่ผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุน LTF ส่วนใหญ่ ซื้อเพื่อลดหย่อนภาษี เมื่อลดหย่อนไม่ได้ ผู้เสียภาษีส่วนใหญ่คงจะไม่ซื้อกองทุนกัน
ว่าจะเขียนเรื่อง ธุรกิจเด่นดับ ต่อ แต่เนื้อที่หมดเสียก่อนขอยกยอดไปเขียนต่อฉบับหน้านะครับ







