
เอกชนอ่อนใจรัฐอ่อนแอ
นายชลิต ลิมปนะเวช ประธานกลุ่มการตลาด สมาคมการจัดการธุรกิจ (ทีเอ็มเอ) และที่ปรึกษาธุรกิจตลาดองค์กรหลายแห่ง เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจเอกชนในขณะนี้อยู่ในระหว่าง
“เฝ้ารอดู” หรือในเชิงกลยุทธ์เรียกว่า เว็ต แอนด์ ซี (Wait & See) ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับช่วงที่ประเทศไทยกำลังผ่านพ้นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจทางการเงินหลังจากปี 2540 หรือ “ต้มยำกุ้งไครซิส” ที่เจ้าของธุรกิจ เจ้าของสินค้าหลายรายต่างอยู่ระหว่างหยั่งเชิงสถานการณ์ในภาพรวมก่อนตัดสินใจลงทุนธุรกิจต่อไปในทิศทางใด หลังเกิดการปะทะกันตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมาส่วนทางออกนั้นรัฐบาลต้องจัดการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างเด็ดขาด ด้วยช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าภาคเอกชนอ่อนใจกับความอ่อนแอของรัฐบาลที่ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ จากผลการชุมนุมที่ยืดเยื้อและกระทบภาพรวมเศรษฐกิจ หรือหากรัฐทำไม่สำเร็จโดยกลุ่มผู้ชุมนุมยังปักหลักยึดศูนย์กลางการค้าธุรกิจต่อไปอีก ก็ต้องพิจารณารับผิดชอบตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมให้ยุบสภา
“
หากทุกอย่างยุติได้โดยเร็ว นั่นก็หมายความว่าผู้ประกอบการธุรกิจยังคงเดินหน้าดำเนินธุรกิจได้เป็นไปตามแผน เพียงแต่ว่ายุบสภาแล้วไม่ได้คนดีมาปกครอง นักธุรกิจก็อาจต้องจำใจยอม เพราะยังทำธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งตอนนี้แม้จะได้คนดีมาบริหารประเทศแต่ก็อ่อนแอที่ไม่สามารถจัดการใช้อำนาจได้เด็ดขาด” นายชลิต กล่าวอย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ หากมองในมุมของการตลาดซึ่งเข้าสู่
“มาร์เก็ตติงวอร์” แล้วมีกรณีศึกษาในสินค้าหลายรายพบว่าผู้ที่ตกเป็นฝ่ายรับจะเสียเปรียบและพ่ายแพ้อย่างแน่นอนในที่สุด ส่วนผู้ที่ต้องการคุมเกมจะต้องเป็นฝ่ายรุก และกุมความลับหรือแผนในการทำตลาดไว้อย่างเหนียวแน่น m






