
ทึ่ง! ลีซอิท มีพนักงานแค่ 23 คนผู้จัดการไม่รับเงินเดือนกรรมการ
บริษัท ลีซ อิท (LIT) สร้างความฮือฮาให้กับวงการตลาดทุน โดยทั้งบริษัทใช้พนักงานเพียง 23 คนเท่านั้น ในการปล่อยสินเชื่อปีละเฉียด 3,000 ล้านบาท สินเชื่อคงค้างที่มีอยู่จำนวน 700 ล้านบาท และ “สมพล เอกธีรจิตต์” ผู้จัดการ ได้ปฏิเสธที่จะรับเงินเดือนของกรรมการ ตกเดือนละ 4 หมื่นบาท
บริษัท ลีซ อิท (LIT) สร้างความฮือฮาให้กับวงการตลาดทุน โดยทั้งบริษัทใช้พนักงานเพียง 23 คนเท่านั้น ในการปล่อยสินเชื่อปีละเฉียด 3,000 ล้านบาท สินเชื่อคงค้างที่มีอยู่จำนวน 700 ล้านบาท และ “สมพล เอกธีรจิตต์” ผู้จัดการ ได้ปฏิเสธที่จะรับเงินเดือนของกรรมการ ตกเดือนละ 4 หมื่นบาท
“สมพล” เล่าให้ฟังถึงกลยุทธ์การใช้พนักงานเพียงหยิบมือหนึ่งในการปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ว่า เป็นความคิดและความตั้งใจตั้งแต่แรกจัดตั้งบริษัทเมื่อปี 2549 ที่เริ่มต้นด้วยพนักงานเพียง 4 คน เพราะมีประสบการณ์จากการเป็นผู้จัดการของบริษัท เอสวีโอเอ ที่มีพนักงานมากกว่า 1,000 คนแล้ว ทำให้ความรู้สึกในการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของบริษัทมีน้อย
ขณะที่การมีพนักงานจำนวนน้อย เมื่อทุกคนเกิดความรู้สึกถึงการทำงานเป็นทีม ก็จะช่วยให้งานขยายตัวได้ดี แต่ธุรกิจที่ขยายออกไปกว้างขึ้น จากวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อเป็นแขนขาทางการเงินของเอสวีโอเอเท่านั้น ก็จำเป็นจะต้องมีพนักงานเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2556 มีพนักงานจำนวน 17 คน ไม่รวมผู้บริหาร 6 คน ปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นเป็น 23 คน แบ่งเป็นเซลส์ 8 คน ส่วนที่เหลือทำงานแบ็กออฟฟิศ สำหรับงานไอที งานด้านบริหารบุคคลและฝ่ายกฎหมาย ในการทำสัญญาต่างๆ จะใช้บริการจากบริษัท เอสวีโอเอ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายประจำ ไม่มีภาระเรื่องสวัสดิการพนักงานมากนัก
“งานที่ขยายออกไปมากขึ้น เราก็เพิ่มเซลส์อีก 2 คน จากปีก่อนมีเพียง 6 คน และยังมีการเปิดโอกาสให้คนข้างนอกแนะนำลูกค้ามาให้เราแล้วจ่ายค่าตอบแทนเป็นกรณีๆ ไป ทำให้พนักงานทำกำไรต่อคนได้สูงมาก โดยเมื่อปี 2556 บริษัทมีกำไรสุทธิ 32 ล้านบาท”
สำหรับพนักงานที่มีอยู่แค่ 23 คน บริษัทได้จ่ายผลตอบแทนเป็นสิ่งจูงใจทุกเดือน เซลส์ก็รับค่าคอมมิชชั่นตามยอดขาย ส่วนกลุ่มแบ็กออฟฟิศจะได้ส่วนแบ่งจากกำไรทุกเดือน และตอนสิ้นปียังได้โบนัสอีกก้อนหนึ่ง บางปีเคยให้ถึง 4 เดือน
ส่วนการปฏิเสธที่จะรับเงินเดือนของกรรมการ เดือนละ 4 หมื่นบาท หรือปีละ 4.8 แสนบาทนั้น “สมพล” ให้เหตุผลว่า ในเมื่อได้รับเงินเดือนกรรมการผู้จัดการบริษัทอยู่แล้ว ก็ไม่ควรรับในส่วนกรรมการอีก ซึ่งความคิดอย่างนี้อาจจะแตกต่างจากบริษัทจดทะเบียนอื่น
นอกจากนั้น การที่ ลีซ อิท ซึ่งเป็นบริษัทแห่งที่ 6 ของกลุ่มเอสวีโอเอ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2557 ดังนั้นในการประชุมคณะกรรมการลีซ อิท วันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา มินทร์ อิงค์ธเนศ ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท เนื่องจากต้องการให้ ลีซ อิท มีความเป็นอิสระในการประกอบธุรกิจ ดำเนินธุรกิจโดยปราศจากอิทธิพลของเอสวีโอเอ ในฐานะที่ มินทร์ ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่อยู่
“สมพล” กล่าวว่า ปัจจุบันเอสวีโอเอยังคงเป็นผู้ถือหุ้นสูงสุด คิดเป็นสัดส่วน 47% ของทุนเรียกชำระแล้ว ซึ่งการลาออกของ มินทร์ ไม่มีปัญหาต่อบริษัท เพราะภายหลังจาก ลีซ อิท เข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ แล้ว พบว่าความน่าเชื่อถือดีขึ้น จากที่ธนาคารไม่เคยโทรมาให้บริษัทกู้ยืมเงินเลย ก็ติดต่อเข้ามา และเสนอเงื่อนไขที่ดีขึ้นด้วย ขณะนี้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทอยู่ที่ 7% นำไปปล่อยสินเชื่อ คิดดอกเบี้ย 1617% ทำให้บริษัทรับส่วนต่างถึง 9% ต่อปี
ปัจจุบันธนาคารที่เป็นพันธมิตรกับ ลีซ อิท มีอยู่ 3 ราย ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ และอาร์เอชบีแบงก์ โดยเฉพาะธนาคารกรุงไทยที่ทำสัญญางานของราชการ
ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวลง ลีซ อิท ยังคงเติบโตต่อเนื่องโดยหนี้เสียไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะธุรกิจของบริษัทเป็นการปล่อยสินเชื่อให้แก่บริษัทที่ชนะงานประมูลของภาครัฐแล้ว จึงมีงบประมาณมารองรับไว้พร้อม และงานในต่างจังหวัดยังจะเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะ อบจ.มีงบประมาณมาก ทำให้พอร์ตลูกค้าที่เป็นงานไอทีประมาณ 50% และงานก่อสร้าง เช่น การสร้างพนังกั้นน้ำยังขยายตัวดีอยู่
“สมพล” กล่าวทิ้งท้ายว่า การบริหาร ลีซ อิท ได้ให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้น พนักงาน และความโปร่งใส โดยเฉพาะเรื่องภาษี ในส่วนของผู้ถือหุ้นสามารถวัดได้จากอัตราผลตอบแทนเงินปันผล และอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้นมากกว่า 20% จากผลดำเนินงานปี 2556 จ่ายเงินปันผลหุ้นละ 0.10 บาท เทียบกับราคาหุ้นที่ 2 บาท ให้ผลตอบแทน 5%







