
สงครามราคาสงครามราคา
เป็นคำที่ผู้บริโภคเห็นแล้วอาจจะนึกยิ้มในใจ เพราะนั่นหมายความว่า จะได้ซื้อของในราคาที่ถูกลง ในมุมของธุรกิจขนาดใหญ่อาจไม่เป็นไรมากนัก เพราะอาจหมายถึง การได้ “กำไรลดลง” ไม่ถึงกับ “ขาดทุน”
เป็นคำที่ผู้บริโภคเห็นแล้วอาจจะนึกยิ้มในใจ เพราะนั่นหมายความว่า จะได้ซื้อของในราคาที่ถูกลง ในมุมของธุรกิจขนาดใหญ่อาจไม่เป็นไรมากนัก เพราะอาจหมายถึง การได้ “กำไรลดลง” ไม่ถึงกับ “ขาดทุน”
แต่หากเป็น เกษตรกร สงครามราคาอาจหมายถึง เจ๊ง หรือ ต้องแบกรับหนี้สินก้อนโตในระยะยาวต่อไปก็ได้ค่ะ
ตอนนี้ อีกหนึ่งสงครามราคาที่ต้องจับตาดูก็น่าจะเป็น “ยางพารา” ค่ะ โดยเฉพาะหลังจากที่ประเทศเพื่อนบ้านขยายพื้นที่เพาะปลูกกันพรวดพราดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างเช่น เวียดนาม ที่ขยายสวนในประเทศตัวเองไม่พอ แต่ยังรุกไปถึงลาวและกัมพูชาด้วยค่ะ
เวียดนาม รับเบอร์ กรุ๊ป กลุ่มผู้ส่งออกยางเปิดเผยว่า เมื่อปีที่แล้วพื้นที่ปลูกยางของเวียดนามเพิ่มขึ้น 9% เป็น 3.92 แสนเฮกตาร์ (2.45 ล้านไร่) โดยประมาณ 1 แสนเฮกตาร์ อยู่ในลาวและกัมพูชา
ส่วนข้อมูลของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางพาราธรรมชาติ ระบุว่า ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา การที่รัฐบาลเวียดนามสนับสนุนการปลูกยางอย่างจริงจังทำให้ผลผลิตยางเพิ่มขึ้นถึง 60% จากยอด 606,000 ตันในปี 2550 และคาดว่าปีนี้ยอดจะสูงเกือบ 1 ล้านตันเลยทีเดียว และเป็นไปได้ว่าสิ้นทศวรรษนี้ ผลผลิตยางของเวียดนามจะเพิ่มอีกประมาณ 50%
อันนั้นเป็นเรื่องของอนาคตค่ะ แต่ที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ ในช่วงปลายปีนี้ คือ ชาวสวนยางเวียดนามจะเริ่มกรีดยางจากสวนรุ่นใหม่ได้
ปัญหาอยู่ที่ว่า ตอนนี้ยางโลกล้นสต๊อกอยู่แล้ว แถมเวียดนามก็ยังมีพื้นที่เก็บยางจำกัด ดังนั้นนักวิเคราะห์เลยกลัวกันว่า การผลิตยางของเวียดนามรอบนี้อาจจุดชนวนสงครามราคาขึ้นมา แถมยังแย่ซ้ำลงไปอีก เพราะมาอยู่ในช่วงที่ราคายางโลกกำลังดำดิ่งอยู่พอดี
นี่เป็นปัญหาร่วมของอาเซียนเลยนะคะ พืชชนิดไหนฮิต ราคาดี ก็หนุนให้เพาะปลูกกันใหญ่ พอราคาตก รัฐบาลก็ต้องเข้าไปแทรกแซงประกันราคา รับจำนำกันวุ่นวาย ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาวที่ควรทำอย่างเช่น การเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบ ก็คืบหน้าไปแบบเรื่อยๆ
ยุคนี้ถ้าจะแข่งขัน ต้อง “คิดใหม่ ทำต่าง” ค่ะ อย่ามัวแต่ทำอะไรตามกระแสฮิต แต่ต้องค้นหา “สิ่ง” ที่ตนเองถนัด และต่อยอดให้ถึงที่สุด ถึงจะอยู่รอด และไม่กลายเป็นเหยื่อ “สงครามราคา” ในอนาคต







