
วัสดุก่อสร้างปรับใหญ่ดิ้นสู้ความต้องการใช้หดตัว
ตลาดวัสดุก่อสร้างได้รับผลกระทบไม่น้อยเช่นกัน หลังจากปัญหาการเมืองในประเทศ
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
ตลาดวัสดุก่อสร้างได้รับผลกระทบไม่น้อยเช่นกัน หลังจากปัญหาการเมืองในประเทศ ส่งผลกระทบนโยบายลงทุนของภาครัฐ ที่ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทที่ไม่เกิดขึ้น ทำให้ความต้องการใช้งานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
วรเทพ รางชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง ผู้ผลิตปูนตรานกอินทรี กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทต้องปรับตัวครั้งใหญ่ โดยหันมาเน้นบริหารความเสี่ยง หลังจากที่วิกฤตการเมืองในประเทศส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจมานานกว่า 6 เดือน พร้อมกับให้ความสำคัญกับบริษัทย่อยที่อยู่ในเครือ อาทิ คอนวูด ธุรกิจผลิตวัสดุทดแทนไม้ ซุปเปอร์บล๊อก ธุรกิจคอนกรีตมวลเบา และจีโอไซเคิล ธุรกิจจัดการขยะและกากของเสีย มากกว่าธุรกิจปูนซีเมนต์ เนื่องจากความต้องการสินค้ากลุ่มดังกล่าวยังมีอยู่สูงมาก โดยปีที่ผ่านมามีการเติบโตถึง 20%
ขณะที่ปูนซีเมนต์มีการเติบโตเพียง 7% แต่ในปีนี้ภาพรวมการเติบโตนั้นอาจจะโตเป็นแค่ตัวเลขหลักเดียวเพียง 23% หรืออาจจะทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนก็เป็นได้
พร้อมกันนี้จะต้องประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างเข้มขึ้น เช่น ต้องให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่มีการจ้างพนักงานใหม่ในจุดที่ไม่มีความจำเป็น ต้องลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ หรือค่าโสหุ้ย และรูปแบบการขายหรือทำงานตลาดร่วมกับซัพพลายเออร์มากขึ้น นอกจากนี้จะต้องเร่งการเติบโตในตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดหลักที่เข้าไปลงทุนก่อนหน้านี้ คือ กัมพูชาและพม่า เป็นต้น เพราะถือว่าเป็นตลาดประเทศเกิดใหม่ที่มีอัตราการเติบโตสูง
ในปีนี้บริษัทยังมีแผนการขยายการลงทุน เช่น ในส่วนของบริษัท คอนวูด จะใช้งบอีก 100 ล้านบาทในการเพิ่มไลน์การผลิตวัสดุทดแทนไม้ คอนวูด อีก 1 ไลน์การผลิต ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในกลางปี 2558 จากปัจจุบันมี 3 ไลน์การผลิต แต่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้งาน
กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย กล่าวว่า บริษัทได้ปรับแผนโดยให้ความสำคัญกับการส่งออกต่างประเทศ มุ่งเน้นกลุ่มประเทศอาเซียนมากขึ้น เพราะผลกระทบทางการเมืองตั้งแต่ปลายปีก่อน อย่างเช่น ปูนซีเมนต์เดิมปีนี้จะลดการส่งออกลงเหลือ 3 ล้านตันต่อปี ก็คงที่การส่งออกปูนไว้ที่ 4 ล้านตันต่อปีเท่ากับปีก่อน รวมไปถึงหาช่องทางในการส่งออกในกลุ่มสินค้าประเภทอื่นๆ มากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่มเคมิคอลส์
สำหรับตลาดปูนซีเมนต์ปีที่ผ่านเติบโต 6% และเดิมคาดว่าปีนี้จะเติบโต 9% แต่จากวิกฤตการเมืองทำให้ต้องปรับลดเหลือ 7% และคาดว่าปีนี้จะลดลงอีกอาจจะโตไม่ถึง 5% หรืออาจจะไม่มีการเติบโตก็เป็นได้ เนื่องจากการก่อสร้างโครงการจากภาครัฐบาลจะไม่เกิดแน่ จากปีก่อนมีการเติบโตแค่ 23% เท่านั้น
ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมาสัดส่วนการใช้ปูนซีเมนต์ในภาคที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 53% เติบโต 56% งานก่อสร้างภาครัฐสัดส่วนอยู่ที่ 30% และกลุ่มธุรกิจการค้า เช่น ศูนย์การค้า โรงงาน คลังสินค้า มีสัดส่วน 17% ซึ่งเติบโตสูงถึง 20% โดยกำลังการผลิตรวมปูนซีเมนต์รวมทั้งตลาด ปีก่อนอยู่ที่กว่า 50 ล้านตัน บริโภคในประเทศประมาณ 3738 ล้านตัน
กานต์ ย้ำว่า แผนการลงทุนในรอบ 5 ปี นับจากปี 25572561 จะใช้เงินลงทุนจำนวน 2.5 แสนล้านบาท โดยปีนี้จะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท และจะเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเข้าไปซื้อกิจการในต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย ขณะที่ในพม่าและกัมพูชายังไม่มีกิจการที่จะเข้าไปซื้อ แต่อาจจะไปลงทุนและส่งออกเพิ่ม
ด้าน สาธิต สุดบรรทัด รองกรรมการผู้จัดการ สายการขายและการตลาด บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์ตลาดวัสดุก่อสร้างในไตรมาส 2 เริ่มเห็นสัญญาณแนวโน้มฟื้นตัวหลังปัญหาการเมืองที่มีแนวโน้มคลี่คลาย ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นในการเลือกซื้อสินค้าวัสดุก่อสร้างของลูกค้าเพื่อนำไปซ่อมแซมหรือต่อเติมที่อยู่อาศัยมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ตลาดวัสดุก่อสร้างยังได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ หลังธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
สำหรับแนวโน้มการแข่งขันในไตรมาส 2 จะเห็นถึงความคึกคักของกลุ่มผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างจะหันมาเน้นทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นการซื้อสินค้ามากขึ้น ซึ่งในส่วนของบริษัทได้เตรียมทำรายการส่งเสริมการขายผ่านช่องทางห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างเช่นกัน เนื่องจากเป็นช่องทางขายที่มีศักยภาพเติบโตที่ดีและยังสามารถสื่อสารไปยังกลุ่มผู้บริโภคได้โดยตรง
เหล่านี้คือการปรับตัวของบรรดาผู้ประกอบการเพื่อให้ผ่านวิกฤตไปได้ ด้วยการหาตลาดใหม่ๆ การขยายตลาดส่งออกเพื่อพยุงยอดขายให้เติบโต







