
ธนาคารรัฐยืดหนี้เอสเอ็มอี
คลังผนึกธปท.ขอแบงก์พาณิชย์ร่วมด้วย ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำยืดเวลาชำระหนี้
คลังผนึกธปท.ขอแบงก์พาณิชย์ร่วมด้วย ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำยืดเวลาชำระหนี้
คลังสั่งธนาคารรัฐขยายเวลาชำระหนี้อุ้มเอสเอ็มอี หลังพบหนี้เสียพุ่ง ขณะส่งออกนำเข้า ก.พ. ตัวเลขลดฮวบ
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงคลังเดินหน้าหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว โดยได้สั่งการให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ พิจารณาขยายระยะเวลาการชำระหนี้ แต่ไม่สามารถปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำได้ เนื่องจากต้องผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรีและจะเป็นภาระหนี้ผูกพันไปยังรัฐบาลชุดต่อไป
นอกจากนี้ ยังได้หารือกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อขอความร่วมมือไปยังธนาคารพาณิชย์ ช่วยพิจารณาเรื่องการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำและขยายเวลาการชำระหนี้ซึ่งคาดว่าจะได้แนวทางช่วยเหลือเอสเอมอีได้ทันรัฐบาลรักษาการชุดนี้
ด้าน นายปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ได้ออกมาตรการช่วยเอสเอ็มอีจากผลกระทบจากการเมืองแล้ว โดยมีผู้ติดต่อผ่านคอลเซ็นเตอร์ 1301 และติดต่อไปที่ธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมโครงการจำนวนมาก พร้อมประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อออกผลิตภัณฑ์ประกันความเสี่ยงให้รายย่อย และอยู่ระหว่างศึกษามาตรการทางภาษีสำหรับเอสเอ็มอี เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบมากขึ้น
ทั้งนี้ ภาพรวมการส่งออกของเอสเอ็มอี เดือน ก.พ. คิดเป็นมูลค่า 1.46 แสนล้านบาท ลดลง 6.64% เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค. ส่วนการนำเข้าคิดเป็นมูลค่า 146,553 ล้านบาท ลดลง 22.19% โดยมีปัจจัยกระทบหลัก ทั้งจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ส่งผลต่อผู้ประกอบการภาคการท่องเที่ยว รายได้เกษตรกรลดลงจากการรับจำนำข้าวและภัยแล้ง ส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่มีความระมัดระวังมากขึ้น แต่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก ส่งผลดีต่อการส่งออกของเอสเอ็มอี
ทางด้านการจัดตั้งและยกเลิกกิจการนั้น มีกิจการที่จดทะเบียนใหม่เดือน ก.พ. 4,854 ราย ลดลง 8.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และลดลงถึง 15.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกิจการที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่มากสุด 3 อันดับ ได้แก่ ก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย อสังหาริมทรัพย์เพื่อพักอาศัย ขายส่งเครื่องจักรและอุปกรณ์
ขณะที่การจดทะเบียนยกเลิกกิจการ มีจำนวน 644 ราย ลดลง 54.6% จากเดือน ม.ค. และลดลง 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกิจการที่ยกเลิกมากที่สุด ได้แก่ ก่อสร้างอาคารไม่ใช่ที่พักอาศัย และการขายสลากกินแบ่ง







