posttoday
เงินไหลซบหุ้นนอก

เงินไหลซบหุ้นนอก

12 เมษายน 2557

ไตรมาสแรกกองหุ้นไทยแจกกำไรสูงสุด ‘ศูนย์วิจัย’ฟันธงปีนี้ทองคำกำไร

ไตรมาสแรกกองหุ้นไทยแจกกำไรสูงสุด ‘ศูนย์วิจัย’ฟันธงปีนี้ทองคำกำไร

เงินไหลเข้ากองหุ้นนอกหมื่นล้าน ยุโรป-สหรัฐ-ญี่ปุ่น สวนทางผลตอบแทนแพ้หุ้นไทย แจกกำไรสูงสุด

นายพีร์ ยงวณิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสริซ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 พบว่า มีเงินไหลเข้าลงทุนสุทธิในกองทุนหุ้นต่างประเทศกว่า 1.12 หมื่นล้านบาท โดยมีการเปิดกองทุนใหม่จำนวน 6 กองทุน และมีการนำกองทุนที่มีอยู่แล้วมานำเสนอให้แก่นักลงทุนรอบใหม่ โดยหุ้นยุโรปมีเงินไหลเข้าสูงสุด 4,000 ล้านบาท รองลงมาคือ สหรัฐ 2,500 ล้านบาท และญี่ปุ่น 2,300 ล้านบาท ขณะที่กองทุนหุ้นไทยมีเงินไหลเข้าประมาณ 1,500 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากผลตอบแทน พบว่า ในช่วงไตรมาสแรกกองทุนหุ้นต่างประเทศกลับให้ผลตอบแทนต่ำสุด เมื่อเทียบกองทุนประเภทอื่นๆ โดยกองทุนหุ้นญี่ปุ่นติดลบ 8% กองทุนหุ้นจีนเฉลี่ยติดลบ 7.35% ขณะที่กองทุนที่เน้นลงทุนหุ้นสหรัฐและยุโรปให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 1% กองทุนหุ้นโลกติดลบ 0.83% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากตลาดในภูมิภาคต่างๆ ได้ปรับตัวสูงมากในช่วงปีที่ผ่านมา จึงเกิดแรงเทขายทำกำไรจากนักลงทุนบางกลุ่ม ขณะที่กองทุนหุ้นเอเชียแปซิฟิก ยกเว้นญี่ปุ่นก็ติดลบ 2.15% กองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ติดลบ 1.86%

นายพีร์ กล่าวว่า สำหรับกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยกลับให้ผลตอบแทนสูงสุด โดยกองทุนหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กผลตอบแทนเฉลี่ย 6.07% กองทุนหุ้นขนาดใหญ่ผลตอบแทนเฉลี่ย 6.04% สูงกว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยผลตอบแทน 5.97% รองลงมากองทุนทองคำผลตอบแทนเฉลี่ย 5.58% หลังจากปี 2556ผลตอบแทนต่ำสุด

เงินไหลซบหุ้นนอก

 

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนรวมในไตรมาสแรกยังขยายตัวได้ดี โดยมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกว่า 3.29 ล้านล้านบาท เติบโตประมาณ 6.84% จากสิ้นปี 2556 โดยกองทุนที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ กองทุนตราสารหนี้แบบกำหนดอายุโครงการ (เทอมฟันด์) โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง (ไฮยิลด์บอนด์) ที่กำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำ 5 แสนบาท1 ล้านบาท โดยมีเงินไหลเข้าลงทุนสุทธิกว่า 2 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศที่ได้รับการจัดอันดับเรตติ้งที่ต่ำกว่าระดับที่สามารถลงทุนได้

รองลงมาคือ กลุ่มตราสารหนี้ต่างประเทศระยะสั้นมีเงินไหลเข้าสุทธิกว่า 3 หมื่นล้านบาท และระยะปานกลางถึงระยะยาวจำนวน 9,000 ล้านบาท เป็นผลมาจากความกังวลมากขึ้นต่อความผันผวนของตลาดหุ้นไทยจากปัจจัยการเมืองในประเทศที่ยังไม่มีความชัดเจน

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีเงินไหลออกจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ลดลงและมีแรงซื้อเข้ามาในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

นายกมลธัญ พรไพศาลวิจิต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวว่า แนวโน้มผลตอบแทนจากการลงทุนในทองคำในปี 2557 น่าจะกลับมาเป็นบวกได้จากปี 2556 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ โดยรูปเงินเหรียญสหรัฐติดลบ 28% และเงินบาทติดลบ 23% ขณะที่ผลตอบแทนในไตรมาสแรกปี 2557 เริ่มกลับมาเป็นบวก 1314% ซึ่งราคาปัจจุบันอยู่ที่ 1,320 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ จากต้นปีที่ 1,180 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ผลตอบแทนในรูปเงินบาทเป็นบวกอยู่ที่ 910% ซึ่งราคาทองคำแท่งปัจจุบันอยู่ที่ 20,300 บาทต่อหนึ่งบาททองคำ จากต้นปีที่ 18,900 บาทต่อหนึ่งบาททองคำ

“ปัญหารัสเซียกับยูเครนมีโอกาสที่จะทำให้ราคาทองคำในระยะกลางปรับขึ้น โดยต้องติดตามในสถานการณ์ช่วง 3-6 เดือนนี้ เพราะความกังวลเรื่องสงครามจะทำให้ความต้องสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น รวมถึงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ล่าสุดออกมาบอกว่าอาจไม่ขึ้นเร็วอย่างที่ตลาดคาด” นายกมลธัญ กล่าว

ขณะที่ปัญหาดังกล่าวความเป็นไปได้ใน 2 กรณี คือ การต่อสู้ด้านสงครามข้อมูลระหว่าง 2 ฝ่าย จะส่งผลให้ราคาทองคำขยับขึ้นไปที่ 1,400-1,450 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และกรณีรุนแรงสุดหากมีการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมมีโอกาสที่ราคาทองคำจะขยับไปถึง 1,500-1,550 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์

สำหรับความกังวลว่าราคาทองคำในตลาดโลกจะปรับตัวลงหนักในช่วงเทศกาล หรือหลังสงกรานต์เช่นเดียวกับปี 2556 ที่ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลงแรงถึง 80 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ มองว่าปีนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากมีทั้งปัจจัยทั้งบวกที่มีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยลบต่างจากปีก่อนที่มีแต่ปัจจัยลบ โดยในเดือน เม.ย. ราคาทองคำในประเทศมีโอกาสปรับขึ้นได้ในกรอบระหว่าง 18,500-20,500 บาทต่อหนึ่งบาททองคำ

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69