
ตลาดพีซีเจอปัจจัยรุมเร้าทุบติดลบ8%
ไอดีซี คาดตลาดพีซีไทยปี 2557 ติดลบ 8% ปัจจัยลบการเมือง หนี้ครัวเรือน ไม่มีรัฐบาล เศรษฐกิจรุมเร้า
ไอดีซี คาดตลาดพีซีไทยปี 2557 ติดลบ 8% ปัจจัยลบการเมือง หนี้ครัวเรือน ไม่มีรัฐบาล เศรษฐกิจรุมเร้า
นายจาริต สินธุ นักวิเคราะห์อาวุโส ตลาดไคลเอนต์ดีไวซ์ ประจำไอดีซีประเทศไทย บริษัทวิจัยการตลาดไอที เปิดเผยว่า จากการสำรวจตลาดอย่างเป็นทางการ พบว่าภาพรวมตลาดพีซีรวมโน้ตบุ๊กและเดสก์ท็อปในประเทศไทยปี 2556 ที่ผ่านมาหดตัวกว่า 20% และเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 14 ปีที่ผ่านมา โดยมียอดจำหน่ายรวมประมาณ 3 ล้านเครื่องเท่านั้น จากปี 2555 ที่มียอดจำหน่าย 3.6 ล้านเครื่อง
สำหรับสภาพดังกล่าวเกิดจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากความต้องการในตลาดพีซีลดลง และเปลี่ยนไปใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมากขึ้น รวมทั้งมีปัจจัยภายนอกอื่นๆ คือ สภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หนี้ภาคครัวเรือนที่สูงขึ้นจากนโยบายของรัฐ ความไม่สงบทางการเมืองซึ่งส่งผลต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค
ขณะที่ตลาดองค์กรนั้น พบว่าภาคธุรกิจขนาดเล็กชะลอการลงทุน เนื่องจากการหดตัวของเศรษฐกิจภายในและการส่งออก รวมถึงการไม่มีรัฐบาลทำให้การใช้จ่ายงบของภาครัฐหยุดชะงัก แม้จะมี นโยบายสมาร์ทไทยแลนด์ แต่ไม่มีความต่อเนื่อง การกระตุ้นใช้งานเทคโนโลยียังน้อย
ทั้งนี้ แม้ว่าในส่วนของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น โทรคมนาคม การเงินธนาคาร อุตสาหกรรมการผลิต จะยังมีการลงทุนและใช้จ่ายไอทีสูง แต่โดยรวมแล้วตลาดยังคงติดลบอยู่
“ที่ผ่านมาหากเศรษฐกิจไม่ดี ภาครัฐต้องมีนโยบายสนับสนุนหรือการใช้จ่ายภาครัฐ จะช่วยให้ตลาดสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ ต้องมีนโยบายที่กระตุ้นการใช้เทคโนโลยีในหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง” นายจาริต กล่าว
ขณะที่ไอดีซีคาดการณ์ว่าตลาดรวมพีซีไทยปีนี้จะมียอดจำหน่ายติดลบประมาณ 8% เนื่องจากครึ่งแรกของปีนี้ มีปัญหาการเมืองยืดเยื้อมาจากปลายปี ที่แล้ว กระทบกับกำลังซื้อผู้บริโภคอย่างชัดเจน เท่ากับว่าปีนี้ยอดจำหน่ายจะประมาณ 2.7 ล้านเครื่อง โดยยังมีความต้องการแฝงอยู่บ้างในกลุ่มผู้บริโภคและธุรกิจเอสเอ็มอี แต่ก็เป็นไปอย่างจำกัด แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะฟื้นตัวได้เร็วจากปัญหาการเมืองและภัยน้ำท่วม แต่ครั้งนี้ยังไม่มีสัญญาณบวกให้เห็น
แหล่งข่าวในวงการไอที เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดติดลบ ทำให้ร้านค้าปลีก ไอทีกระโดดมาร่วมตลาดมือถือมากขึ้น แบรนด์สินค้าไอทีหลายรายก็เริ่มลดบทบาทในตลาด เช่น โตชิบา โซนี่ เพราะอาจเห็นว่าไม่คุ้มค่าที่จะแข่งขัน แต่เห็นได้ว่าตลาดมือถือก็ใกล้อิ่มตัวแล้วเช่นกัน โดยหันมาเน้นเครื่องราคาถูกตัดราคา ทำให้กำไรน้อยลง







