
ฮาลาลเนื้อหอมไทยวาดฝันขึ้นเบอร์1โลก
เวลานี้สินค้าฮาลาลเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ต้องเกาะติดอย่างใกล้ชิด เพราะมีอัตราการเติบโตสูง ซึ่งประเทศไทยได้ชื่อว่า
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
เวลานี้สินค้าฮาลาลเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ต้องเกาะติดอย่างใกล้ชิด เพราะมีอัตราการเติบโตสูง ซึ่งประเทศไทยได้ชื่อว่า เป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลอันดับ 5 ของโลก แต่ละปีมูลค่าการส่งออกสินค้าฮาลาลของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 510% จึงไม่แปลกที่คนในแวดวงอุตสาหกรรมฮาลาลจะตั้งเป้าหมายว่า ในอนาคตไทยจะก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดโลกซึ่งจะครอบคลุมสินค้าฮาลาลทุกประเภท
หลายคนตั้งคำถามว่า จะก้าวไปถึงฝันนี้ได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ วินัย ดะห์ลัน ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอบแบบง่ายๆ แต่ได้ใจความว่า ไทยมีศักยภาพที่จะเป็นเบอร์ 1 ในตลาดโลก และที่สำคัญตอนนี้ประเทศผู้ส่งออกอาหารฮาลาลอันดับ 1 ไม่ใช่ประเทศมุสลิม
ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา ตลาดอาหารฮาลาลโลกมีมูลค่ารวม 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 21 ล้านล้านบาท โดยประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหารฮาลาลรายใหญ่ของโลก 5 อันดับแรก คือ บราซิล สหรัฐ จีน อินเดีย และไทย โดยไทยส่งออกอาหารฮาลาลมูลค่ารวม 4,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปยังประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี)
ทั้งนี้ ไทยยังมีโอกาสเติบโตในตลาดส่งออกอาหารฮาลาลอีกมาก โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักคือ สินค้าส่งออกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฮาลาล และสินค้าที่มีการส่งออกแต่ยังไม่มีการรับรองฮาลาล เช่น ข้าวและน้ำตาลทราย และเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ สินค้าอาหารส่งออกเกือบทั้งหมดจะกลายเป็นอาหารฮาลาล
เหตุนี้เองจึงทำให้นักธุรกิจทั่วโลกกำลังจับจ้องที่จะบุกตลาดอาหารฮาลาล เนื่องจากเป็นตลาดเฉพาะที่มีศักยภาพเติบโตสูง ในภาวะที่ประชากรชาวมุสลิมทั่วโลกมีจำนวนเกือบ 1,600 ล้านคน โดยภายในปี 2568 ชาวมุสลิมจะมีสัดส่วนเท่ากับ 30% ของประชากรโลก เนื่องจากประชากรมุสลิมมีอัตราขยายตัวที่สูง ขณะที่คนทั่วไปก็หันมาบริโภคอาหารฮาลาลมากขึ้น เพราะมองว่าเป็นอาหารที่สะอาดและปลอดภัย
สำหรับตลาดหลักของสินค้าฮาลาลคือประเทศมุสลิม ได้แก่ มาเลเซีย ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย แอลจีเรีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต โอมาน กาตาร์ บาห์เรน อินโดนีเซีย อิหร่าน อีกทั้งยังมีประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม แต่เป็นตลาดใหญ่สำหรับสินค้าฮาลาลเช่นกัน คือ อินเดีย ซึ่งมีชาวมุสลิม 140 ล้านคน จีนมีชาวมุสลิม 40 ล้านคน สหรัฐมีชาวมุสลิม 8 ล้านคน ฟิลิปปินส์มี 6 ล้านคน เยอรมนีมี 3 ล้านคน และอังกฤษมี 8 แสนคน
นอกจากนี้ แนวโน้มสินค้าฮาลาลทั้งตลาดในประเทศและส่งออก ยังได้ขยายวงกว้างขึ้น จากเดิมเน้นเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ไปสู่สินค้ากลุ่มเช่น โรงพยาบาล ร้านอาหาร (ส่วนครัว) ธุรกิจสปา ธุรกิจโรงแรมและทัวร์ ขณะเดียวกันยังครอบคลุมถึงกลุ่มสินค้าอุปโภค บริโภค ไม่ว่าจะเป็น สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม ครีมบำรุงผิว เครื่องสำอาง ยารักษาโรค เครื่องมือทางการแพทย์ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม กลุ่มสิ่งพิมพ์ และธุรกิจด้านโลจิสติกส์อีกด้วย
หากดูจากรายชื่อข้างต้นแล้ว จะเห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมและศักยภาพที่จะเป็นการผลักดันตัวเองให้กลายเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าฮาลาลอันดับหนึ่งของโลกได้ไม่ยาก และเมื่อผนวกกับความได้เปรียบเรื่องของทำเลที่ตั้งของประเทศ จะสามารถเสริมให้ไทยสามารถเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การกระจายสินค้าฮาลาลได้อีกทาง
สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของไทยยังจะได้รับอานิสงส์ไปด้วย เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ประกอบการด้านอาหารทั้งรายเล็กและรายใหญ่ที่มีศักยภาพพร้อมรับการพัฒนาไม่ต่ำกว่า 3 แสนราย ทว่ามีผู้ประกอบการที่ได้รับมาตรฐานฮาลาลเพียงแค่ 1.2 แสนรายเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากจะปลุกปั้นให้ไทยขึ้นแท่นเป็นผู้ส่งออกสินค้าฮาลาลอันดับหนึ่งของโลกนั้น ผู้ประกอบการไทยจะต้องฉีกตัวเองให้หนีคู่แข่งด้วยการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในตัวสินค้า รวมไปถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ (แพ็กเกจจิ้ง) ให้โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เพื่อดึงดูดใจผู้บริโภค







