posttoday
การตลาดเชิงสร้างสรรค์ (ตอน 1)

การตลาดเชิงสร้างสรรค์ (ตอน 1)

09 เมษายน 2557

“เมื่อลิขสิทธิ์กลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่สุดของสหรัฐอเมริกา และอุตสาหกรรมดนตรีของอังกฤษสร้างรายได้สูงกว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ เหล็ก หรือสิ่งทอ การสร้างความมั่งคั่งของประเทศบนพื้นฐานของอุตสาหกรรมการผลิตไม่เพียงพอเสียแล้ว มันยังแสดงให้เห็นถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจอันมหาศาลของความคิดสร้างสรรค์”

“เมื่อลิขสิทธิ์กลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่สุดของสหรัฐอเมริกา และอุตสาหกรรมดนตรีของอังกฤษสร้างรายได้สูงกว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ เหล็ก หรือสิ่งทอ การสร้างความมั่งคั่งของประเทศบนพื้นฐานของอุตสาหกรรมการผลิตไม่เพียงพอเสียแล้ว มันยังแสดงให้เห็นถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจอันมหาศาลของความคิดสร้างสรรค์”

ข้อความตอนหนึ่งจากหนังสือ THE CREATIVE ECONOMY : How people make money from ideas หรือในชื่อภาษาไทยว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ : เขามั่งคั่งจากความคิดกันอย่างไร โดย จอห์น ฮาวกินส์

แนวคิด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ประเทศชั้นนำต่างๆ อย่างสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา จีน รวมถึงประเทศต่างๆ ในยุโรป ให้ความสำคัญถึงขั้นผลักดันให้เป็นยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์เป็นแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้ความรู้ (Knowledge) การศึกษา (Education) การสร้างสรรค์งาน (Creativity) และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) ที่เชื่อมโยงกับพื้นฐานทางวัฒนธรรม (Culture) การสั่งสมความรู้ของสังคม (Wisdom) และเทคโนโลยีและวัฒนธรรมสมัยใหม่ (Innovation and Technology)

ประเทศไทยมีวัตถุดิบที่สามารถพัฒนาขึ้นเป็นสินทรัพย์สร้างสรรค์ (Creative Assets) อยู่มหาศาล ซึ่งสามารถนำไปสร้างเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ อาทิ พระบรมมหาราชวัง พระแก้วมรกต วัด อาหารไทย รำไทย นวดไทย สุนัขพันธุ์ไทย ไก่ชน มวยไทย แหล่งท่องเที่ยวทางพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ตลอดจนสินค้าภูมิปัญญาในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งกำลังรอคอยการพัฒนาเพื่อเป็นปัจจัยในการเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

หัวใจสำคัญของการพัฒนาก็คือความคิดสร้างสรรค์ (Creative Ideas) ซึ่งเกิดขึ้นจากการมีทักษะในการคิด (Thinking Skills) และมีความคิดริเริ่ม (Originality) ซึ่งต้องมีการเรียนการสอน ฝึกฝนในสถาบันการศึกษาอย่างจริงจัง ซึ่ง ปัจจุบันประเทศไทยมีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับงานสร้างสรรค์เกิดขึ้นมากมาย อาทิ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบหรือ TCDC (Thailand Creativity and Design Center ; TCDC) เป็นหน่วยงานเฉพาะด้านภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ หรือ Office of Knowledge Management and Development: OKMD องค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ พ.ศ.2547

เศรษฐกิจสร้างสรรค์เกิดจากสองปัจจัยหลัก คือ ทุนทางปัญญากับทักษะความสร้างสรรค์ ทุนทางปัญญาที่นำไปต่อยอดทางความคิด ได้แก่ ทุนมนุษย์ ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางสังคม ทุนสถาบัน และทุนด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ส่วนด้านทักษะ ได้แก่ ทักษะที่สนับสนุนการนำความรู้และทุนทางปัญญามาประยุกต์ให้เกิดผลงานหรือคุณค่าเชิงรูปธรรม เช่น ทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทักษะนวัตกรรม ทักษะกรอบความคิดที่สร้างสรรค์ ซึ่งองค์ประกอบทั้งสองสามารถนำมาผสมผสานกันได้ ซึ่งในประเทศไทยมีปัจจัยทั้งสองอยู่อย่างเพียบพร้อม

ส่วนต่อยอดที่สำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ก็คือ การตลาดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Marketing) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญกว่าแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ เพราะแม้ว่าสินค้าหรือบริการจะสร้างสรรค์เพียงใดก็ตามแต่ หากขาดการวิเคราะห์อย่างถ่องแท้ถึงผู้ซื้อ ผู้ใช้ (Buyer/User) แล้ว สินค้าหรือบริการสร้างสรรค์อาจไม่ได้รับความสนใจจากสังคมเลยก็เป็นได้

ดังนั้น การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้น จะต้องอาศัยกลไกทางการตลาดเข้ามาปรับใช้อย่างเป็นระบบ และสามารถสอดแทรกลงไประหว่างกระบวนการคิดริเริ่มงานสร้างสรรค์ หรืออาจต้องคิดก่อนจะสร้างสรรค์งานด้วยซ้ำไปว่า สินค้าหรือบริการในเชิงสร้างสรรค์แบบใดที่ผู้บริโภคต้องการ

การตลาดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Marketing) ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการทางการผลิตใหม่เพื่อสร้างประเทศให้เป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผลักดันเปลี่ยนแปลงแนวคิดการตลาดให้สร้างสรรค์มากขึ้น โดยต้องคำนึงถึง Functional (ประโยชน์ใช้สอย) กับ Emotional (สุนทรียภาพทางอารมณ์) ไปพร้อมกัน

รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาสินค้าหรือบริการอย่างสร้างสรรค์ มีอยู่ด้วยกันหลายแนวทางดังนี้ 1) ร่วมมือทางการตลาดกับธุรกิจอื่นที่มีความเชี่ยวชาญต่างกัน 2) เลือกใช้กลยุทธ์น่านน้ำสีฟ้าในการทำการตลาด 3) ตลาดที่คิดนอกกรอบ 4) การตลาดที่มีส่วนร่วมต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 5) การทำการตลาดที่อยู่บนพื้นฐานจริยธรรม 6) การตลาดเชิงวัฒนธรรม ศิลปะและประวัติศาสตร์ 7) การทำการตลาดที่ใช้เทคโนโลยีผสมผสานอย่างลงตัว n

(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)“เมื่อลิขสิทธิ์กลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่สุดของสหรัฐอเมริกา และอุตสาหกรรมดนตรีของอังกฤษสร้างรายได้สูงกว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ เหล็ก หรือสิ่งทอ ตลอดจนรายชื่อสิทธิบัตรใหม่เข้าไปปรากฏในตารางความสามารถด้านการแข่งขันของชาติต่างๆ ซึ่งเคยแสดงปริมาณผลผลิตทางเกษตรกรรมหรือความยาวของรางรถไฟ ปรากฏการณ์เหล่านี้นอกจากจะสะกิดให้คิดว่า การสร้างความมั่งคั่งของประเทศซึ่งอยู่บนพื้นฐานของอุตสาหกรรมการผลิตนั้นไม่เพียงพอเสียแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจอันมหาศาลของความคิดสร้างสรรค์”

ข้อความตอนหนึ่งจาก หนังสือ THE CREATIVE ECONOMY: How people make money from ideas หรือในชื่อภาษาไทยว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์: เขามั่งคั่งจากความคิดกันอย่างไร โดย จอห์น ฮาวกินส์

แนวคิด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ประเทศชั้นนำต่างๆ อย่างสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา จีน รวมถึงประเทศต่างๆ ในยุโรป ให้ความสำคัญถึงขั้นผลักดันให้เป็นยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาประเทศ โดยเป็นแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้ความรู้ (Knowledge) การศึกษา (Education) การสร้างสรรค์งาน (Creativity) การใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property) ที่เชื่อมโยงกับพื้นฐานวัฒนธรรม (Culture) การสั่งสมความรู้ของสังคม (Wisdom) เทคโนโลยีและวัฒนธรรมสมัยใหม่ (Innovation and Technology)

ประเทศไทยมีวัตถุดิบที่สามารถพัฒนาขึ้นเป็นสินทรัพย์สร้างสรรค์ (Creative Assets) มหาศาล และนำไปสร้างเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ อาทิ พระบรมมหาราชวัง วัด อาหารไทย รำไทย นวดไทย ข้าวไทย ผ้าไหมไทย สุนัขพันธุ์ไทย ไก่ชน มวยไทย ฯลฯ แหล่งท่องเที่ยวทางพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งกำลังรอคอยการพัฒนา

หัวใจสำคัญของการพัฒนาคือความคิดสร้างสรรค์ (Creative Ideas) ซึ่งเกิดขึ้นจากการมีทักษะในการคิด และมีความคิดริเริ่ม ซึ่งต้องมีการเรียนการสอน ฝึกฝนในสถาบันการศึกษาอย่างจริงจัง เช่น โดยปัจจุบันประเทศไทยมีองค์กรหน่วยงานและสถาบันที่เกี่ยวข้องกับงานสร้างสรรค์เกิดขึ้นมากมาย อาทิ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ หรือ Office of Knowledge Management and Development: OKMD ซึ่งเป็นองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ พ.ศ.2547

เศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงเกิดจากสองปัจจัยหลัก คือ ทุนทางปัญญากับทักษะความสร้างสรรค์ ทุนทางปัญญาที่นำไปต่อยอดทางความคิด ได้แก่ ทุนมนุษย์ (Human Capital) ทุนทางวัฒนธรรม (Cultural Capital) ทุนทางสังคม (Social Capital) ทุนสถาบัน (Institutional Capital) และทุนด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Creative Capital) ส่วนด้านทักษะ ได้แก่ ทักษะที่สนับสนุนการนำความรู้และทุนทางปัญญามาประยุกต์ให้เกิดผลงานหรือคุณค่าเชิงรูปธรรม เช่น ทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การสร้างนวัตกรรม ทักษะความคิดที่มีการสร้างสรรค์ ซึ่งองค์ประกอบทั้งสองสามารถนำมาผสมผสานกันได้ โดยประเทศไทยมีปัจจัยทั้งสองอยู่อย่างเพียบพร้อม

ส่วนต่อยอดที่สำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ก็คือ การตลาดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Marketing) ซึ่งสำคัญกว่าแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ เพราะแม้ว่าสินค้าหรือบริการจะสร้างสรรค์เพียงเท่าใดก็ตามแต่หากขาดการวิเคราะห์อย่างถ่องแท้ถึงผู้ซื้อ ผู้ใช้ แล้ว สินค้าหรือบริการสร้างสรรค์อาจไม่ได้รับความสนใจเลยก็เป็นได้

ดังนั้นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้น จะต้องอาศัยกลไกทางการตลาดเข้ามาปรับใช้อย่างเป็นระบบและสามารถสอดแทรกลงไประหว่างกระบวนการคิดริเริ่มงานสร้างสรรค์หรือคิดก่อนจะสร้างสรรค์งานด้วยซ้ำ

ไปว่า สินค้าหรือบริการในเชิงสร้างสรรค์แบบใดที่ผู้บริโภคต้องการ

การตลาดเชิงสร้างสรรค์ ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการทางการผลิตใหม่เพื่อสร้างประเทศให้เป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยต้องคำนึงถึง Functional (ประโยชน์ใช้สอย) กับ Emotional (สุนทรียภาพทางอารมณ์) ไปพร้อมๆกัน

รองศาสตราจารย์ ดร.วราภรณ์ สามโกเศศ กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาสินค้าหรือบริการอย่างสร้างสรรค์ ไว้ดังนี้ 1) ร่วมมือทางการตลาดกับธุรกิจอื่นที่มีความเชี่ยวชาญต่างกัน 2) เลือกใช้กลยุทธ์น่านน้ำสีฟ้า 3) ตลาดที่คิดนอกกรอบ 4) การตลาดที่มีส่วนร่วมต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 5) การทำการตลาดที่อยู่บนพื้นฐานจริยธรรม 6) การตลาดเชิงวัฒนธรรม ศิลปะและประวัติศาสตร์ 7) การทำการตลาดที่ใช้เทคโนโลยีมาผสมผสานอย่างลงตัว

(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69