posttoday
"สัญญาณประสานงา"ฉุดกู้เศรษฐกิจ

"สัญญาณประสานงา"ฉุดกู้เศรษฐกิจ

09 เมษายน 2557

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

แม้ว่ากระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะประมาณการเศรษฐกิจปี 2557 ล่าสุดใกล้เคียงกัน โดยกระทรวงการคลังประมาณการว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ 2.6% ต่อปี จากเดิม 4% ต่อปี ขณะที่ ธปท.คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.7% ต่อปี จากเดิม 4.8% ต่อปี

ทั้ง คลัง และ ธปท. มองว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ลดลง เนื่องจากผลกระทบทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ทำให้การบริโภค การลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐ ที่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญไม่ทำงาน มีเพียงการส่งออกเพียงอย่างเดียวที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว

อย่างไรก็ตาม คลัง และ ธปท. ยังมี “ความเห็นต่าง” ด้านเศรษฐกิจ โดยกระทรวงการคลังมองว่า หากไตรมาส 3 ยังไม่มีรัฐบาลตัวจริงเสียงจริงเข้ามาบริหารประเทศ จะทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในอาการสาหัส ขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ประมาณการล่าสุด

ขณะที่ ธปท.ยังมองว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดี แม้ว่าจะขยายตัวได้น้อยลง และยังเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งต่างกับภาคเอกชนที่มองว่าเศรษฐกิจอาจจะขยายตัวถึงติดลบหากการเมืองไม่จบภายในกลางปีนี้

ในแง่ของการดูแลเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า คลัง กับ ธปท. มีความเห็นที่แตกต่างกันมาโดยตลอด จนเกิดการแสดงความเห็นที่ต่างกันในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง จนคนภายนอกมองว่า คลัง กับ ธปท. มีความขัดแย้งในการบริหารเศรษฐกิจ ยิ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันยิ่งทำให้คลังถูกมองว่าเป็นร่างทรงของรัฐบาลที่พยายามแทรกแซงการทำงานของแบงก์ชาติ ให้กระตุ้นเศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามใบสั่งที่ได้รับจากฝ่ายการเมือง

ตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศ เมื่อปลายปี 2554 เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมปลายปี 2554 รัฐบาลกดดัน ธปท. ให้ลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลับไม่ได้รับการตอบสนองจาก ธปท.เท่าที่ควร ทำให้กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ไม่พอใจการทำงานของ ธปท. และออกมาวิจารณ์ตำหนิการทำงานของ ธปท.บ่อยครั้ง โดยเฉพาะการไม่ยอมลดดอกเบี้ย เพื่อทำให้ค่าเงินบาทอ่อนจะทำให้การส่งออกขยายตัวได้มากๆ

การไม่ตอบสนองของ ธปท. เพราะมองว่า ในขณะนั้นรัฐบาลมีนโยบายการคลังจำนวนมากเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่แล้ว ทั้งโครงการจำนำข้าว โครงการรถคันแรก มาตรการลดภาษีนิติบุคคล ซึ่งทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหลายแสนล้านบาท เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ควรเก็บกระสุนด้านนโยบายการเงินไว้ใช้ในยามที่จำเป็นจะดีกว่า

แต่ทว่า กระทรวงการคลังและรัฐบาลไม่ได้คิดเหมือน ธปท. เพราะในฐานะที่ทำงานตามนโยบายการเมือง และนักการเมืองที่หาเสียงกับประชาชนที่สนับสนุนรัฐบาล มีความต้องการทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวชั่วข้ามคืน โดยมองเรื่องเสถียรภาพเป็นเรื่องรอง สวนทางกับ ธปท. ที่มองเรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นอันดับต้น และมองเรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องรอง

จึงไม่ต้องแปลกใจว่าช่วงที่ผ่านมา ธปท.ออกมาติงการดำเนินนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการประชานิยมทั้งหลาย ที่ทำให้เกิดภาระการเงินการคลังของประเทศจำนวนมาก และยังทำให้หนี้ครัวเรือนเร่งตัวเพิ่มสูงขึ้น จนเป็นวิวาทะตอบโต้กันมากระหว่างคลัง กับ ธปท. จนถึงปัจจุบัน ที่ฝ่าย ธปท. ก็ยังยืนยันว่าหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่คลังก็ยืนกระต่ายขาเดียวว่าไม่ได้เพิ่มอย่างที่ ธปท.กล่าวอ้าง

นอกจากนี้ ธปท. ยังเคยส่งสัญญาณการเกิดภาวะฟองสบู่ของภาคอสังหาริมทรัพย์ จนถึงขั้นออกมาตรการคุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ จนสร้างความไม่พอใจแก่ฝ่ายการเมือง เพราะทำให้เสียบรรยากาศกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่สำคัญทำให้ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ชะลอลง

มาถึงวันนี้ เศรษฐกิจไทยชะลอตัวอย่างรุนแรง การใช้นโยบายการคลังตายสนิท เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติมาตรการใหม่มาฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ การเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนทำได้ล่าช้าและมีจำนวนมาก ฝ่ายการเมืองไม่กล้าอนุมัติเบิกจ่ายงบลงทุนจาก พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ต้องล่มหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการออกกฎหมายไม่ชอบ ในส่วนของเงินลงทุนน้ำจาก พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท ก็ต้องรอรัฐบาลใหม่

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายมองไปที่นโยบายการเงิน ที่จะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ยังพบว่าการลดดอกเบี้ยก็ยังเป็นประเด็นที่ไม่ลงรอยระหว่างคลังกับ ธปท. เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

กระทรวงการคลัง ต้องการให้ ธปท. ใช้ยาแรงลดดอกเบี้ยครั้งละมากๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้พ้นจากการชะลอตัว แต่ ธปท.กลับมองตรงข้ามว่า การรักษาต้องใช้ยาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดผลข้างเคียง ส่งผลให้การลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุด เสียงแต่เป็น 2 ฝ่าย โดย 4 เสียงให้ลดดอกเบี้ย 0.25% เพื่อดูแลเศรษฐกิจ และอีก 3 เสียงเห็นว่าให้คงดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการ กนง. เป็นหนึ่งในสามเสียงที่ให้คงดอกเบี้ย เพราะต้องการให้ กนง. ลดดอกเบี้ยที่เดียวอย่างต่ำ 0.5% ต่อปี ออกมาแสดงความผิดหวังกับการตัดสินใจกับเสียงข้างมากของ กนง. โดยมองว่า การลดที่ผ่านมาถือเป็นการเสีบยของ เพราะลดแล้วไม่ได้ส่งผลดีให้กับเศรษฐกิจ

แตการลดดอกเบี้ย ไม่ได้ตอบสนองให้ ธนาคารพาณิชย์ลดเงินกู้ยังมีนัยสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากการประชุมคราวหน้า กนง. จะลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ก็ไม่น่าจะส่งผลดีกับเศรษฐกิจกับที่จะเก็บกระสุนไว้ลดที่เดียว 0.5% ดีกว่า

ความเห็นต่างกันของคลัง และ ธปท. ที่เป็นเหมือนรถไฟคู่ขนาน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทำให้การดูแลเศรษฐกิจในภาวะที่ชะลอตัว และต้องการตัวช่วยอย่างมาก ไม่ได้เกิดผลอย่างที่ควรเป็น ถึงเวลาที่ต้องมีการจับเข่าคุยกัน เพื่อหาทางกู้ชีพเศรษฐกิจ

ขณะที่คลังที่เป็นผู้สนองนโยบายรัฐบาล ก็ต้องกลับมาทบทวนตัวเองว่า การสนองนโยบายรัฐบาลทำให้ใช้กระสุนในยามที่ไม่จำเป็นหรือไม่ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งโครงการรถคันแรก 9 หมื่นล้านบาท การลดภาษีนิติบุคคลที่ทำให้เสียเงินภาษีไปถึง 1.5 แสนล้านบาท โครงการรับจำนำข้าวที่ใช้มาถึงวันนี้ถึง 89 แสนล้านบาท และคาดว่ามีผลขาดทุนมากกว่าครึ่ง ทั้งหมดหากคลังประหยัดเงินกว่า 1 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลไปถมกับโครงการประชานิยมที่กระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนไฟไหม้ฟาง ทำให้เศรษฐกิจในปี 2555 ขยายตัวได้ถึง 6.5% แต่พอมาปี 2556 เศรษฐกิจขยายตัวเหลือ 2.9% เท่านั้น

หากเก็บเงินดังกล่าวไปลงทุนในโครงการที่แท้จริงย่อมเกิดผลทางเศรษฐกิจมากกว่านี้ และคงไม่ทำให้คลังอยู่ในภาวะมุมอับไร้กระสุนไปกระตุ้นเศรษฐกิจ จนต้องกดดันให้ ธปท. ลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งที่เครื่องมือดอกเบี้ยใช้ไว้ดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดในอดีตเป็นบทเรียน ที่ คลัง และ ธปท. ต้องกลับไปทบทวนบทบาทในการดูแลเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในภาวะที่เศรษฐกิจหัวทิ่มเช่นนี้ การจับมือประสานเพื่อทำให้เศรษฐกิจพ้นจากก้นเหวเป็นภาระกิจสำคัญที่ทั้งสองหน่วยงานต้องรีบดำเนินการสองต้องพักการประสานงาตอบโต้วิวาทะว่าใครทำผิดทำถูกไว้ก่อน ช่วยกันให้เศรษฐกิจแล้วค่อยมาหักล้างทางวิชาการเพื่อเป็นการปฏิรูปการดูแลเศรษฐกิจถึงตอนนั้นน่าจะมีประโยชน์มากกว่า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท